Light mode Dark mode

The Current War – สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ

นังอิงเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์เมื่อคริสตศตวรรษที่ 18 ที่ถ่ายทำออกมาได้เจ๋งที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ทึ่งกับรายละเอียด ดูเหมือนย้อนไปอยู่ยุคที่ไฟฟ้ายังไม่ถูกใช้ แล้วโลกยามค่ำคืนก็เปลี่ยนไปด้วยเหล่านักประดิษฐ์ เนื้อหาห้ำหั่นกันดี มี score แนวคลาสสิค บรรเลงเป็นแบคกราวนด์ปลุกเร้าเข้ากับสงครามการปะทะไอเดีย

งานโปรดักชั่นคุณภาพจัดเต็มจริง ทั้งเฟรมภาพที่สวยงาม บวกกับมูฟเม้นท์ของกล้องที่ได้รับการครีเอทช็อตไว้ได้อย่างตื่นตา ปกติไม่ได้เห็นการเคลื่อนไหวภาพเช่นนี้บ่อยนักในหนังเรื่องอื่น ๆ ถือว่าเปิดมุมมองใหม่ดีมาก ตัดต่อเก่ง ใช้ transition shot น่าสนใจ เทคนิคการตัดต่อแบบนี้ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในหนังทั่วไป ถือว่าเก่งมากที่สามารถเรียบเรียงให้คนดูปะติดปะต่อกันได้แบบไม่ต้องเล่าเยอะเลย ทำให้ภาพรวมของหนังดำเนินไปอย่างรวดเร็วดี

ซีนอารมณ์ก็ทำได้ดี มีการใส่เพลงแนว ambient ไว้ได้พิถีพิถัน เสริมเข้ากับ mood ดีมาก หนังยังใส่สัญญะที่เข้าใจได้แบบง่ายๆ อาทิ การสร้างรั้วล้อมบ้าน ตลอดจนการใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อยๆ ลงไว้ในตัวแต่ละบุคคลได้อย่างมีมิติ น่าสนใจดี:-

  • โทมัส อัลวา เอดิสัน: ผู้ที่ถูกเคลมว่าประดิษฐ์หลอดไฟคนแรก แต่จริงๆ ไม่ใช่ รวมไปถึงความยึดมั่นในอุดมการณ์ว่าจะไม่ประดิษฐ์สิ่งที่จะทำร้ายชีวิตมนุษย์
  • จอร์จ เวสติ้งเฮ้าส์: หนุ่มมาดสุขุม วางตัวดี ไม่พูดเยอะ ให้ผลงานพูดแทนตัวเอง พ่วงมากับเหตุการณ์บุกรุกนอกอาณาเขตจนเกือบถูกยิงตาย
  • นิโคลัส เทสลา: คนซื่อผู้ปราดเปรื่อง โดนครหาว่าสิ่งที่คิดดูเพ้อฝัน บวกกับพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ และการถูกหักหลัง

อีกมุมที่น่าสนใจ คือ นักประดิษฐ์ทั้งหลายไม่ว่าจะฉลาดปราดเปรื่องสักเพียงไหนก็ต้องการได้รับสนับสนุนด้านแหล่งทุน ดังนั้นในเรื่องก็จะเห็นความทุนนิยม โดยที่นักประดิษฐ์เองก็ต้องขายไอเดียของตัวเองให้นายทุนเชื่อมั่น ว่าจะมี ROI อย่างไร ชอบการเล่นคำว่า “current” กับ “currency” คือ กระแสไฟและเงินตรา

มีช็อตภาพที่น่าจดจำหลายฉากเลย อาทิ ฉากงานแฟร์ ที่ city of lights เป็นการจัดแสดงไฟฟ้าที่สวยงามมากๆ คนในยุคนั้นคงตื่นเต้นน่าดูกับนวัตกรรมเหล่านี้ โดยตัดต่อล้อไปกับเหตุการณ์ประหารชีวิตนักโทษด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าครั้งแรก ต้องยอมรับว่างานภาพ งาน CG หนังเรื่องนี้เค้าทำมาดีมากจริงๆ เนียนกริ๊บ เหมาะแก่การดูเป็น ref ได้เลย งาน editing มาตรฐานสูงมากๆ

10/10

หนังจบด้วยดี มีจบสองชั้น คือโควตของเทสล่าแล้วก็เข้าสู่ฉากจบของเอดิสัน ทำเอาขนลุกเลยทีเดียว เพิ่งได้รู้ว่า เอดิสัน เป็นผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์ที่เราดูกัน ยิ่งขนลุกขึ้นไปอีกในช็อตสุดท้าย เป็นภาพที่ทรงพลังถ่ายทอดมายังผู้ชมได้ดีมาก ใน credit มีเพลงคลาสสิคเปิดประกอบให้ฟังด้วยครับ

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..