Light mode Dark mode

The Art of Racing in the Rain – อุ่นไอหัวใจตูบ

ก่อนจะเข้าโรงมานั่งดูเรื่องนี้ยังแปลกใจที่เขาเลือกตั้งชื่อหนังให้ดูทื่อๆ ซื่อๆ ที่ตอนนั้นแปลได้ว่า “ศิลปะของการแข่งรถท่ามกลางสายฝน” กระทั่งหลังจากดูจบแล้ว จึงชอบการตั้งชื่อแบบฝรั่งมากกว่าไทย เพราะเขาคงตั้งใจสื่อให้คิดต่อไปถึงเรื่องราวในชีวิตของคนเรา ว่าเราทุกคนล้วนก็ต้องก้าวขาลงสู่สนามของความฝัน เพื่อประลองกับอะไรบางอย่างที่ท้าทายเราอยู่ทุกเมื่อ บางครั้งก็อาจมีห่าฝนถล่มลงมาให้เราหลุดไถลออกเส้นทางไป ก็อยู่ที่มือของเราแล้วว่าจะบังคับพวงมาลัยชีวิตให้ผ่านพ้นไปอย่างไร

แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงความสำเร็จหรือเส้นชัยได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากแต่ละหัวโค้งของช่วงชีวิตมักจะมีอุปสรรคที่ไม่คาดคิดเข้ามาได้อยู่ตลอด ดังนั้น สิ่งที่นักขับพึงกระทำคือ อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น อย่าไปยึดติดอยู่กับโค้งที่แล้ว และต้องไม่ไปคาดหวังทำนายล่วงหน้ายันโค้งต่อไปว่าจะเจอกำแพงสีขาวโผล่มาให้หักหลบไหม บลาๆ

เพราะแท้จริง นักขับ ‘ที่ดี’ ใช้แค่สายตาของเขาจดจ้องไปยังทางที่เขาต้องการจะไป แล้วรถคันนั้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ก็จะผ่านทุกโค้งไปได้ตามใจของเขาเอง

“เมื่อเข้าโค้งในขณะฝนตก ‘นักขับทั่วไป’ จะระแวดระวังที่จะไม่ให้รถของตนเกิดอาการลื่น ส่วน ‘นักขับที่ดี’ จะทำให้รถของตัวเองลื่นซะก่อน”

เป็น 1 ในโควตที่น่าบันทึกไว้ เนื่องด้วยประโยคนี้ไม่ได้มีใจความเพียงการบอกเล่าเทคนิคขับรถเข้าโค้งบนถนนเปียกของพระเอกในเรื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปรียบเปรยความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนดโชคชะตา และการใช้ชีวิตของเขาเองด้วย ว่า คนเราต้องเป็นผู้ควบคุมรถ (หรือสถานการณ์) ของตนให้ได้สิ ไม่ใช่ปล่อยให้รถ (หรือสถานการณ์ภายนอก) มันมาควบคุมตัวเราเสียเอง

ไม่มีใครจะชนะกันตั้งแต่หัวโค้งแรก 
อย่าอับอายหากเราจะแพ้ หรือไม่เป็นที่ 1 ในสนามนั้น
แต่การไม่แข่งเพราะกลัวจะแพ้ นั่นต่างหากล่ะที่น่าอาย

ยกให้หนังเรื่องนี้ เป็นหนังแนวครอบครัวที่ดูแล้ว warm heart ที่สุดของปี 2019 นี้เลย เหมาะพาคนที่รักไปดู มีหลายๆ ประเด็นที่จับใจ โดยเฉพาะถ้าใครที่ชื่นชอบการขับรถ ชอบการเลี้ยงสัตว์ ชอบความสัมพันธ์แบบส่งเสริมกันและกัน เรื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอน

หนังยังผูกปมจากอาชีพพระเอกที่เป็นนักแข่งรถล่ารางวัล รายได้ไม่แน่ไม่นอน ดูยังไม่มั่นคงพอที่จะฝากฝังลูกสาวในสายตาของพ่อตายังแคลงใจว่าลูกเขยคนนี้จะสามารถเลี้ยงดูลูกสาวของตนไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แม้ในวันแต่งงานก็ยังแสดงถึงความคิดไม่ตก เกิดเป็นบทสนทนาเปิดอกในด้านความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงความเสี่ยงในชีวิต หากพลาดในโค้งไหนขึ้นมาก็อาจตายได้ อีกทั้งเรื่องการไม่มีเวลาดูแลครอบครัวจนไม่สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในสมาชิก นำไปสู่การพิสูจน์ตนเองของพระเอกที่มีต่อทุกคนในครอบครัว

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “ม้าลาย” ตุ๊กตาของลูกสาวพระเอก ที่กลายมาเป็นความคิดฝันร้ายของเจ้าหมา ถือเป็นการเปรียบเปรยได้น่าสนใจเช่นกัน

ในหนังยังมีประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงที่บอกผ่านการรำพันของหมาชื่อ Enzo ที่ทำให้อย่างสมจริง เป็นหมาที่ถูกฝึกมาเก่งมากๆ

นักแสดงแต่ละคนก็เล่นดีตั้งแต่ตัวเอก ตัวรอง ตัวประกอบ ทำให้หนังมีความเรียลสุดๆ นี่ถ้าตอนจบบอกว่า based on true story ของครอบครัวใครสักคนก็คงจะเชื่อเลย

ด้าน production ต้องชมเพลง score เลยว่าทำได้ยอดเยี่ยม เพิ่มความ cinematic ได้ดีมากๆ แต่งมาเพราะทุกเพลงจริง นั่งฟังยัน end credit จบเลยทีเดียว

การถ่ายทำ เป็นหนังที่จัดวางเฟรมภาพขณะขับรถยนต์ได้อย่างสวยงามมากๆ ครีเอท movement ของกล้องสวยจริงๆ แต่ดูฉากที่พระเอกขับรถเล่นกับหมา ก็เพลินตาสุดๆ ราวกับถูกดึงเข้าไปอยู่ด้วยใน moment นั้นด้วยเลย

ด้านเนื้อหาของหนัง มีเสน่ห์ตรงที่ดึงเอาปรัชญาของการขับรถแข่งออกมาผสมโรงเข้ากับความเป็นครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยง ได้อย่างไร้รอยต่อ ชวนติดตาม พฤติกรรมแต่ละตัวละครมีที่มาและมีที่ไป สมเหตุสมผลในตัวของมันเอง มีมุกตลกร้ายๆ ให้หัวเราะอยู่หลายฉากหลายตอน

10/10 A+

หนังดีขึ้นหิ้งไปอีกเรื่องครับ เรื่องไหนที่ให้ A+ แปลว่า ชอบฟีลตอนดู น่าดูซ้ำอีกครับ

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..