Light mode Dark mode

Folkdo Blog

บันทึกการเดินทางของชีวิตโฟล์ค

Sayoasa – หนุ่มสาวเอย พวกเธอไม่ได้เป็นอมตะ

หนุ่มสาวเอย…พวกเธอไม่ได้เป็นอมตะ

#คำสัญญาก็เช่นกัน

 

ล่าวได้ว่า ไม่บ่อยนักที่ผมจะสัมผัสถึงพลังจากอนิเมะได้มากมายขนาดนี้ Sayoasa ควรค่าแก่การเป็นอนิเมะแห่งปีอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ภาพวาดสวยมาก การบรรจง animate layer ต่างๆ ทำให้มันดูมีชีวิตจริง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพลินตา ดูแล้วผ่อนคลายมาก ๆ

มีฉากสงครามที่ทำได้โดดเด่น สะใจมากจนต้องกดบวกคะแนนรัว ๆ ให้ทีมงานที่ทำซาวน์เอฟเฟค/โฟเล่ย์ เขาวางมิติได้ไม่แพ้หนังฟอร์มยักษ์ นอกจากนี้ดนตรีประกอบไดอะล็อกก็เปิดคลอเข้ามาเสริมฟีลลิ่งได้เจ๋งมากทุกฉากทุกตอน โดยเฉพาะเพลงในซีนปิดเข้า credit ถือเป็นการจบฉากลงได้โคตรมาสเตอร์พีซ ไม่เคยฟังเพลงญี่ปุ่นเพราะ ๆ ขนาดนี้มานานมากแล้ว พอได้ลองกูเกิ้ลหา meaning ของเพลงแล้ว ก็ยิ่งซึ้งกับเนื้อหาเข้าไปใหญ่ มันให้กำลังใจดีมาก lyrics สวยดี สวยหมดจดทุกองค์ประกอบ ไม่มีที่ติจริง ๆ เรื่องนี้

ตัวบทถูกเขียน เรียงร้อย และถักทอปมต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างดี ไดอะล็อกแฝงคติแนบเนียนโคตร ๆ เรื่องนี้มีข้อคิดให้ขบคิดอย่างลึกซึ้ง และทันทีที่เรา “เข้าถึงมัน” ได้แล้ว ต้องมีน้ำตาคลอแน่ ๆ เป็นการ #ฝากไว้ให้คิด ที่สวยงามมากจริง ๆ คงไม่เกินไปนักหากจะกล่าวว่า การได้เจอะเจอหนังเรื่องนี้ราวกับเราได้เจอคนที่อยากเจอมาทั้งชีวิต ลบลืมอมิเนะเรื่องอื่น ๆ ที่เคยดูไปจากหัวได้เลย ของเขาดีจริง

เป็นเรื่องราวแฟนตาซีที่ดูแล้วไม่ก่อให้เกิดความสงสัยเคลือบแคลงใดๆ ในพล็อตเลยสักแอะ เพราะหลักใหญ่ใจความทั้งหมดทั้งมวลที่ตัวละครแต่ละตัวทำลงไปล้วนสะท้อนอยู่บนพื้นฐานความจริง ที่เป็นแก่นแท้ของมนุษย์ทุกคน หนังจึงมีความเป็นเหตุเป็นผลตามสไตล์ญี่ปุ่นดี

ตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนกระทั่งปิดฉากจบ ล้วนแล้วแต่มีประเด็นให้ได้ซาบซึ้งอยู่หลายมิติทีเดียว เริ่มด้วยโควตที่เปี่ยมด้วย contrast ในตัวเองแบบเท่ ๆ ว่า “ห้ามไปหลงรักใคร เพราะนั่นจะทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว…” ได้ยินประโยคนี้ทีแรกเหมือนโดนกระตุกต่อมคิดทันทีเลยว่า เฮ้ย ทำไมล่ะ? การมีคนรักก็ควรจะทำให้ใจชื้นได้บ้างสิ …

คนที่ควรจะรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายนั้นควรจะเป็น “คนที่อยู่คนเดียว” อย่างพวกชนเผ่าโลฟ (lorph) โลฟ (lorph) ต่างหากไม่ใช่หรือ?! ไฉนจึงบอกว่า คนที่รักคนอื่นจะรู้สึกเดียวดาย … หนังชวนให้คิดตามในประเด็นนี้ตั้งแต่เปิดเรื่องมา โดยค่อย ๆ โยงใยเข้ากับตัวแปรสำคัญอย่างเช่นเรื่อง “เวลา” ได้อย่างแนบเนียนดุจผ้าฮิบิโอลที่ชาวโลฟถักทอเส้นใยอย่างประณีต

จริงอยู่ การที่เราไปรักใครสักคนอาจก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาเมื่อเวลาผันเปลี่ยนใครบางคนให้หายไป ทว่า ณ ขณะรัก ในระหว่างนั้นมันทำให้เรารู้สึกสุขในหัวใจเกินจะสัมผัสได้จากสิ่งไหนอีกแล้ว

หนังเรื่องนี้ยังให้แง่คิดเตือนใจอีกว่า “คนโดดเดี่ยวใช่ว่าจะไม่สามารถมีความรักได้” เนื่องจากความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายการแสดงออก

ประเด็นที่ชัดเจนสุด คือการอุทิศด้วย “ความเป็นแม่” อันเป็นความรักในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดดูผ่านมุมมองฐานะคนเป็นลูกก็อาจจะยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่ ด้วยวัยที่เราเริ่มอยากมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มต่อต้าน ดื้อรั้น เพื่อไปเป็นตัวของตัวเอง แต่วันนึงได้เป็นพ่อคน แม่คน หรือในฐานะคนเลี้ยงดูด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ได้เข้าใจถึงการต้องทิ้งอิสระทุกอย่างของตนไป แม้กระทั่งการที่จะต้องยอมรับว่า สักวันหนึ่งจะต้องเดียวดาย อันเนื่องด้วยวัยของลูกที่ต้องลาจากไปมีครอบครัว หรือมีภาระหน้าที่การงานที่ต่างต้องดำเนินไปตามเส้นทางชีวิต ทั้งนี้ หากวันนึงมีลูกขึ้นมา จงสอนให้เขารู้จักรักคนอื่น เพราะความรักคือพลังที่ทำให้มนุษยชาติดำเนินต่อไปได้ อย่างประโยคในหนังที่ว่า “เราดีใจที่ถูกสอนให้เราสามารถมารักคนอย่างเธอได้ และเชื่อว่าลูกของเราจะรักคนอื่นด้วย”

ย้อนกลับมาที่ชื่อหนัง ซึ่งภาษาไทยก็มีคำว่า “สัญญา” ซึ่งในเนื้อเรื่องของหนังก็ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า เราโคตรเข้าใจ “การผิดสัญญา” ของตัวละครเลย เราทุกคนอาจจะคิดว่าเราสามารถควบคุมคำมั่นสัญญาที่เราเอ่ยออกไปเป็นพันธะมัดตัวนั้นได้ แต่ว่าความจริง มีอีกหลากหลายเหตุและปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม

ผมชอบการสร้าง timeline ของหนังเรื่องนี้ที่นำเสนอการเปลี่ยนผ่านของแต่ละช่วงวัยได้อย่างเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว มีเวลาเป็นเหตุและปัจจัยที่มีผลกับทุก ๆ ตัวละคร แต่ “มาเควีย” นางเอกสุดสวยก็ยังเป็นสาวเยาว์วัยในร่างวัยรุ่นแรกแย้มด้วยอายุกาย 15 ปีอย่างเดิม ขณะที่อายุของความคิดความอ่านและจิตใจของเธอนั้นต้องกลับผ่านเรื่องราวต่าง ๆ นานามากมาย แถมยังต้องต่อสู้ทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเธอเองก็สามารถ “รัก” ใครจริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไขได้แบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

แม้กระทั่งในยามที่หนัง fade ตัวเองเข้าสู่ฉากขาวเพื่อจบปิดเรื่องไป เราเองก็ยังรู้สึกใจหาย เพราะรู้ว่าทุกอย่างมีจุดสิ้นสุดของมันจริง ๆ และเรื่องราวในหนังจะยังดำเนินต่อไปโดยที่มีชาวโลฟคอยรับรู้ในทุกเหตุการณ์ ผมชอบตรงที่หนังสามารถดึงสติให้คนดูหวนคิดคำนึงต่อตัวเราเองในโลกความจริงว่า “ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า” แล้วตอนนี้เราได้ใช้เวลาได้คุ้มสมที่เกิดมาแล้วรึยัง

หนังจบ ก็ต้องกลับไปสู่โลกความจริง… โลกความจริงที่ถูกเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ หนังเรื่องนี้ที่ทำให้เห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ในอนาคตอันใกล้ (หรือไกล) เราทุกคนต่างต้องจากกันไปไกลแสนไกลแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่า “ใครจะเจอวันนั้นเร็วกว่าใคร” เท่านั้นเอง ดังนั้น อย่ามัวแต่หลงระเริงไปกับคืนวัน อย่าคิดฟุ้งไปว่าตัวเรายิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ๆ ที่แท้นั้นเรากลับช่างเล็กน้อยเหลือเกินหากเมื่อเทียบกับกาลเวลาที่กำลังไหลผ่านไปแบบอินฟินิตี้

แต่แน่นอนว่า ความทรงจำต่าง ๆ เหล่านั้นจะยังคงอยู่ในสักที่ใดที่หนึ่ง และกับคนใดคนหนึ่ง บนโลกใบนี้.

10/10 A+
ดีใจจริง ๆ ที่ตัดสินใจดูเรื่องนี้ในโรง แนะนำให้รอดูหลังเครดิตจบ มีซีนตบท้ายสวย ๆ แถมให้ชื่นใจด้วย หนังจบแล้วออกจากโรง มาเข้าห้องน้ำ มองในกระจก อ้าว ทำไมตาแดง ๆ วะ? เพราะเราจ้องแสงจากจอภาพยนตร์ยาวนานถึง 115 นาที หรือด้วยความที่หนังมัน so touching ปนเปกันไปไม่รู้ ฮา รู้แต่หนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การซื้อเก็บไว้ดูซ้ำอีกครั้งในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่หรือมีลูก หรือมีความรักแบบ unconditional love ได้จริง ๆ ✊?

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..