Light mode Dark mode

Folkdo Blog

บันทึกการเดินทางของชีวิตโฟล์ค

Hereditary – หนังจิต หาใช่หนังผี เมื่อมองให้ดี เรื่องนี้คืออาการทางสมอง

หนังจิต หาใช่หนังผี
เมื่อมองให้ดี… เรื่องนี้เกี่ยวกับอาการทางสมอง

  • มรดกตกทอดที่ติดตัวคุณมานับตั้งแต่เกิด คือพันธุกรรม เราคงจำวิชาชีววิทยาที่ได้เขียนเพดดีกรีแบ่งแยกคนห่อลิ้นได้ และคนห่อลิ้นไม่ได้ อันเนื่องมาจากยีนเด่น ยีนด้อย จากสายเลือดในรุ่นก่อนหน้า ทำให้เรามีตาสีน้ำตาลหรือสีฟ้า ผมหยิกหรือผมตรง และแน่นอนว่าสำหรับอาการทางจิตเวชของคนในครอบครัวก็ยังพบว่าได้ถูกส่งต่อผ่านยีนมายังเราเช่นกัน และนี่เพียงแค่การถ่ายทอดก่อกำเนิดบุคลิกลักษณะผ่านกรรมพันธุ์เท่านั้น ยังไม่รวมถึงการเลี้ยงดู ซึ่งถ้าเกิดนำมารวมแล้ว นี่แหละ คือ nature & nurture ที่มีผลต่อชีวิตของมนุษย์แต่ละบุคคล ทำไมเด็ก ๆ แต่ละบ้านเปรียบเสมือนลูกไม้ที่หล่นไปไม่ไกลจากต้นนัก
  • ครอบครัวที่มีลูกมากกว่า 1 คน พ่อแม่พึงปกป้องความรู้สึกของลูกทุกคนให้เท่าเทียมกัน ต่อให้ในความจริงแล้วเด็กจะเข้าใจในสถานการณ์อยู่ตามทีก็ตาม กระนั้น ก็ยังควบคุมอคติได้ยาก เพราะมักหล่อหลอมขึ้นจากสิ่งรอบตัว แม้เพียงเหตุการณ์แค่ครั้งเดียว ก็อาจกลายเป็นเสี้ยนหนามเล็ก ๆ ที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนัง มองไม่เห็น แต่เมื่อแตะโดนเมื่อไหร่ก็เจ็บแปลบร้าวลึกกลายเป็นความตะขิดตะขวงอยู่ข้างใน
  • การที่เรามาเปิดอกคุยกัน แม้มันจะเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีการมุ่งแต่ถามหาว่าใครเป็นคนผิดในแต่ละเหตุการณ์ นั่นดูจะกลายเป็นการลดคุณค่าของคนหนึ่งลงเสียมากกว่า บางคนจึงถามหาความรับผิดชอบจากผู้อื่นเพียงเพื่อลดความรู้สึกผิดต่อตัวเอง ที่ตนก็ได้ทำผิด/ไม่ได้มีส่วนช่วยในสถานการณ์นั้น ๆ ยิ่งบางคนแล้วก็อาจ projection โยนไปโทษนู่น โทษนี่ โทษคนอื่น และอาจโทษถึงกรรมพันธุ์ที่ทำให้เขาเกิดมาเป็นแบบนี้ และนั่นคือความคิดที่อันตรายหากโดนต้อนจนมุม

 

ป็นเรื่องที่รีวิวยากเรื่องนึงเลยตั้งแต่เขียนบล็อกมา ด้วยความที่พอเขาเอาเรื่องวิญญาณเข้ามาด้วยแล้วก็ทำให้มองภาพรวมว่าเหนือจริงไปเลย ถึงจะดึงซีนให้มองว่านี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ ในความคิดของคนก็เถอะ คนที่เรียนทางด้านจิตเวชมาดูแล้วคงได้ถกกันต่อ ซึ่งถ้าคุณหวังจะได้รับสาระหลัก ๆ จากภาพยนตร์แนวทริลเลอร์เรื่อง Hereditary (ชื่อภาษาไทยว่ากรรมพันธุ์นรก) แล้วล่ะก็… ผมคิดว่าคงมีเพียงหลักใหญ่ใจความอยู่ 3 ประการข้างต้น ทั้งนี้ ถ้าจะต้องตกผลึกออกไปได้มากกว่านี้คงต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูซ้ำแบบจับผิดซีนกันไปเลยว่าตัวละครคนไหนเพี้ยน ไม่เพี้ยน

หนังเรื่องนี้สร้างบรรยากาศสั่นประสาทได้ดีตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย กระทั่งดำเนินมาถึงฉากจบ ส่วนตัวแล้วแอบเฟลนิด ๆ ด้วยความคิดว่า “เดี๋ยยยยวก๊อนน… พี่จะจบแบบนี้จริงๆ ใช่มั้ย… จะปล่อยเซอร์แบบนี้ก็ได้หรอ?!” แต่จะว่าไปแล้ว เราก็เตรียมใจปล่อยวางไว้บ้างแล้วว่า ตัวละครจะทำอะไรก็ทำไป ไหน ๆ มันก็จิต ๆ ป่วง ๆ มาตั้งแต่ฉากตัดคอนกแล้วนี่หว่า

ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เก็ทนัยยะของข้อความประหลาด ๆ บนผนัง แต่ที่ชวนขำคือในเรื่องมีกิจกรรม “ผีถ้วยแก้ว” ด้วย ซึ่งส่วนตัวมองว่ามันตลก มันดูไทย ฮ่า ๆ ทำให้บางช่วงบางตอนมันเหมือนจะฮามากกว่าจะสยองอีก ถึงแม้กระนั้น หนังยังดึงซีนกลับเข้ามาสู่ในโลกความจริงได้น่าเชื่อว่านี่คือผลกระทบจากพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเกิดอาการทางจิตเวช และการเจ็บป่วยรูปแบบต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังไม่กี่เรื่องที่ผมดูแล้วได้ความรู้สึกตึงขมับ ตอนเดินออกจากโรงภาพยนตร์ราวกับโดนสั่งปั่นจิ้งหรีดมา ฮา ก็พล็อตหนังปั่นซะเวียนหัว ป่วนอารมณ์ให้อุทานได้ในใจเป็นหมื่นล้านคำว่า “นี่มันเหี้ยอะไรเนี่ย… นี่มันบ้าไปแล้ว…” – คำว่าเหี้ยในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าหนังไม่ดีนะ คือมันเหี้ยจริง ๆ แบบว่าคิดได้ไง หนังเขาทำดีจริง โดยเฉพาะในแง่กดประสาท ตลอดจนนัยยะแฝงตามสิ่งต่าง ๆ ลงดีเทลเก่งมาก บางช็อตที่ดู ๆ ทีแรกเราอาจคิดว่าจะคัทเข้ามาทำไม เหมือนไม่ได้สำคัญ แต่เมื่อทบทวนจนตอนสุดท้ายจะเริ่มจับพิรุธแต่ละคนออกเลย ตั้งแต่แรกเริ่ม เช่น ฉากที่ลูกสาวหยิบช็อกโกแลตขึ้นมากิน แล้วก็ทำให้รู้ว่าแพ้ถั่ว ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปยังตอนที่เผลอกินเค้กช็อกโกแลตในงานปาร์ตี้ เป็นต้น

ผมชอบการดีไซน์เสียงประกอบในเรื่องนี้นะ เสียงเขาเปลี่ยนให้ฉากเรียบ ๆ ในห้อง ตามสไตล์หนังทุนต่ำ ให้กลับกลายเป็นเหมือนจะมีอะไรขึ้นมา แล้วที่ต้องชมอีกอย่าง คือ การออกแบบมูฟเม้นท์ของกล้องได้ฉลาด การเคลื่อนกล้องของเขาสามารถบอก what where who when why ได้ในตัวเองเลย อย่างที่สะดุดตาก็เช่น ตอนแม่เกิดเปลี่ยนใจจะยกเลิกพิธีอัญเชิญวิญญาณโดยเดินกลับไปหาป้าในอพาร์ทเม้นท์ เขาก็ถ่ายโดยตั้งกล้องบนเพดานแล้วกลับตาลปัตรเอาหัว tilt ตามมา

ผมว่าเค้าครีเอท shot ได้แปลก ๆ โดยที่ภาพมันยังสื่อความหมายสอดรับกับสถานการณ์ได้ดี ทำให้รู้ว่าตอนนี้ความคิดตัวละครไม่เหมือนเดิมแล้ว และกำลังตกอยู่ในภาวะกดดันและสับสน เป็นต้น mood tone ทำได้ดีจริง ๆ ไม่มีตก ยอมรับว่าช่วงท้าย ๆ ก่อนจะจบนี่พีคจริง ทำสะดุ้งโหยงเลย ฉากแม่ไล่ลูกไปบนห้องใต้หลังคา ฟีล survival ก็มีมาให้อะดรีนาลีนหลั่ง

มุมมองกล้องที่เขาใช้เล่าเรื่องได้เยี่ยม แม้เหมือนแกล้งมีหลอกให้ลุ้นว่ามีผีตุ้งแช่ไหม เช่น ก้มดูใต้โต๊ะ หันมองกระจก เหลียวมองข้างหลัง แต่ปรากฏว่า เขาไม่ได้เน้นความตกใจแบบนั้นเท่าไหร่แฮะ กล่าวคือมันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ภาพและเสียง มูฟเม้นท์ของกล้อง ถ่ายแบบค่อย ๆ ไล่เรียงไป ให้เห็นเท่าที่ควรได้เห็น เหมือนเน้นให้เก็บรายละเอียดเพื่อนำไปสู่จุดเชื่อมต่อใหม่ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ประหลาด ๆ ของคนในบ้านหลังนี้ ที่มี grandmom เป็นเหตุต้นชนวน

สุดท้ายแล้ว ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ยังไม่สามารถใส่ความ “บ้า” ไปได้สุดมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะว่า ถ้าบ้ากระเจิงมากกว่านี้จะหลุดธีมที่เขาพูดถึงสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของบรรดาวงศาคณาญาติ พยายามให้อยู่ในโลกความจริงได้อยู่ ส่วนซีนที่เขาว่าน่ากลัว ๆ ก็ยังคิดว่าธรรมดา (จากประสบการณ์ที่ดู Evil Dead มาแล้ว) บอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นความระทึกขวัญแบบอ่อน ๆ แล้วประเด็นคือไอ้ซีนน่ากลัว ๆ พี่แกก็ดันใจดีเอามาปล่อยไว้ในทีเซอร์ซะเกือบ 20% ฮา

หากเราตัดความ fantasy ทั้งหมดออก …

มาสรุปใจความกันบนพื้นฐานแห่งโลกความจริง ก็กล่าวได้ว่า ในเรือง คนเป็นพ่อดูเหมือนจะปกติสุด (เท่าที่มีซีนให้ดูนะ ต้องไม่ลืมว่ามีบางช็อตยังต้องขบคิด เช่น พ่อกินยาอะไรบางอย่าง เพื่อระงับประสาท?) ส่วนคนที่เหลือทั้งบ้านล้วนแต่ได้รับอานิสงส์ทั้ง nature และ nurture จาก grand mom กันหมด และนั่นคงเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงการตั้งชื่อหนังเรื่องนี้

ดูท่า grand mom อาการจิตเภทหนักสุด ชนิดกู่ไม่กลับ จากที่ฟังคนเป็นแม่ไปเข้า group therapy และเล่าระบายประวัติคนในครอบครัวมีปัญหาสุขภาพจิตรุมเร้า ซึ่งมันก็ถ่ายทอดส่งต่อมาที่แม่นั่นเอง แลดูอาการหนักพอกัน แล้วมี suicidal thought อีกด้วย โดยแปรรูปออกมาผ่าน sleep walking ไปราดทินเนอร์ ไปทำอะไรต่าง ๆ นานา ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่ากระทำไปโดยไม่รู้ตัวจริง ๆ โดยพฤติกรรมอย่างนี้ ผมเคยอ่านเคสจริงเรื่องนึงจากหนังสือจิตวิทยามาว่ามันมีคดีละเมอเดินไปทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับอาการหูแว่วแล้วทำตามคำสั่งจากเสียงในจินตนาการ เช่น ให้ฆ่าคนนู้นคนนี่ พวกละเมอเดินไปทำผิดนี่น่ากลัวไม่ใช่เล่น ๆ เลยทีเดียว (แนะนำอ่านได้ในหนังสือโลกจิต เขียนโดย แทนไท ประเสริฐกุล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคดีของ ชาร์ล วิตแมน ฆาตกรโรคจิตในตำนานรัฐ Texas)

หนังเรื่องนี้ เหมาะแก่การชวนคนรักไปนั่งดูเพื่อโอบกอดปลอบขวัญ อิงแอบ ปิดตาให้…  อ้าว ไปเอาเรื่องของคนข้าง ๆ มาแชร์ทำไม (เหม็นความรัก 555) สำหรับคนมีคู่ที่ดูแล้วก็คงได้ฉุกคิด (หรือระแวง) กันหน่อยนิดนึง ลองย้อนกลับมามองว่า เราดูแลสุขภาพจิตคนในครอบครัวดีแค่ไหน โดยพื้นฐานต้องไม่มีใครรู้สึกผิด รู้สึกเคลือบแคลง หรือหวาดกลัว และก่อนที่เราจะไปตกร่องปล่องชิ้นรวมครอบครัวกับคนอื่น ลองหาวิธีเช็คสุขภาวะทางจิตของคนในครอบครัวเขาหน่อยก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพื่อมั่นใจในอนาคตว่า คนที่จะรับกรรมพันธุ์รุ่นต่อไป ที่จะก่อร่างสร้างตัวมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเรานั้น เขาจะได้รับส่วนที่ดีที่สุดจากคุณ

Score: 7/10

หลังหนังจบ ตอนเดินออกจากโรง หลายคนเดาะลิ้นกันใหญ่ ลองของละไง ?

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..