Light mode Dark mode

Green Book

สำหรับผม นี่เป็นหนังที่เรียกว่าม้ามืด ตอนแรกไม่คาดหวังเท่าไหร่ แต่พอเข้าไปดูแล้วกลับประหลาดใจอย่างยิ่ง ในความเรียบง่ายของมัน ด้วยไดอะล็อกที่เกลามาดี การตบมุก จังหวะจะโคนก็เข้าขากับบุคลิกนักแสดงมากๆ กลายเป็นหนังเรื่องนี้ทำให้ “ยิ้มเยอะ” ได้มากที่สุดเท่าที่ดูหนังทุกเรื่องมาตลอดในปี 2018 เลยทีเดียว

ชอบการสร้างความสัมพันธ์ มิตรภาพที่ไม่ลึกและไม่ตื้นไป เล่าแบบกำลังดี กลมกล่อมเหมือนดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงสอดประสานโดย trio มือฉมัง ให้ฟีลลิ่งที่ชอบมาก เป็นหนังที่อบอุ่นแบบแปลกๆ ดี ดูแล้วสนุกไปกับมุกตลกที่หว่านให้ฮาอยู่ตลอดเรื่อง (ตอนจบทิ้งท้ายก็ยังขำ) ทำให้ย้อนกลับมาว่าเรา “จะมี” เพื่อนแท้ในชีวิตอย่างในหนังเรื่องนี้สักคนได้ไหม และเรา “จะเป็น” เพื่อนแท้ให้ใครสักคนได้หรือเปล่า

‪หนังอิงจากเรื่องราวจริงระหว่างเพื่อนคนผิวขาวกับผิวสี ที่ต้องตะลุยโร้ดทริปจนได้เรียนรู้นิสัยใจคอกัน ‬ต่างคนต่างก็ได้รับเอาทัศนคติในมุมที่ตนไม่เคยพบเห็น เสมือนมนุษย์เราดั่งเกาะเล็กๆ กลางทะเล ที่มองเหนือน้ำจะพบว่าเกาะพวกนี้ต่างกระจัดกระจายไปทั่วอย่างโดดเดี่ยว ทว่า ลึกๆ ข้างใต้ผิวน้ำนั้น เรากลับเชื่อมโยงถึงกันหมด เราล้วนต้องการ connect กับใครสักคน

Memo:

  • “โลกนี้มีคนเหงาอยู่มากมาย แต่ไม่แสดงท่าที‬”
  • ครอบครัวสำคัญที่สุดจริงๆ 🙂

10/10

หนังมีกลิ่นอายคริสต์มาสเบาๆ ด้วย การได้ดูเรื่องนี้ในช่วงเวลาก่อนสิ้นปี ทำให้ได้ฟีลหนังไปแบบเต็มๆ เลย

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..