Light mode Dark mode

BNK48: Girls Don’t Cry

“ต้องน่ารักใช่มั้ยที่ใครเค้าคิดกัน”

Girls Don’t Cry (2018) ภาพยนตร์แนวสารคดี ใช้วิธีการตั้งกล้อง interview แบบรายบุคคล ฟีลคล้าย talking cure session ในเชิงจิตวิทยา ให้บรรดาสมาชิก BNK48 (คอนเซ็ปต์วงคือ Girls Next Door หรือน้องสาวข้างบ้าน) เกิร์ลกรุ๊ปหน้าใหม่ที่ดังเปรี้ยงปร้าง ได้มาเล่าระบายความรู้สึกนึกคิด และสิ่งที่อยู่หลังม่านที่หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพ

หากต้องย้อนความทรงจำแรกที่ได้รู้จักวง BNK48 แรกเริ่มรู้จักจากประเด็นของ Maysa BNK48 ณ ช่วงนั้นมีข่าวดราม่ามีภาพคู่กับผู้ชาย ตอนนั้นผมจึงเริ่มหาข้อมูลของวงนี้ จึงพบว่ามีกฎเข้มงวดมากมาย หลังจากนั้นเพลง Fortune Cookie ก็ดังฮิตติดเป็นกระแสไปทั่ว แม้โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่คนที่สนใจจะติดตามดนตรีแบบนี้ แต่ก็ได้รับรู้ความเป็นไปของวงผ่านกระแสแฮชแท็กบน Twitter อยู่บ่อยๆ

วันหนึ่ง ระหว่างไถ Twitter เล่น ก็บังเอิญเห็นคน retweet คลิปน้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องเพลง รักแท้ กับพี่โย่ง อาร์มแชร์ ภายในตู้ปลาที่ Emquartier นั่นก็คือ Pun BNK48 ความสดใสและทัศนคติต่าง ๆ ของน้องปัญ ทำให้ผมหาข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็น BNK48 ทำให้ค่อย ๆ เริ่มเข้าใจคอนเซปต์ของวง เมมเบอร์แต่ละคน ตลอดจนศัพท์ญี่ปุ่นต่าง ๆ

เอาล่ะ เข้าเรื่องหนังกันดีกว่า…

ผมได้เห็นคลิป Teaser ของภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกจากในโฆษณาในโรงหนัง ตอนนั้นรู้สึกประทับใจอย่างประหลาด บวกกับความอยากรู้ อยากเข้าใจ ที่มาที่ไปของเด็ก ๆ วงนี้ให้มากขึ้นด้วย เลยจองตั๋วล่วงหน้าทันทีที่ประกาศวันฉาย

แม้ว่าส่วนตัวไม่เคยได้ดูภาพยนตร์ของพี่เต๋ออย่างจริงจังเท่าไหร่ หลายคนก็ไซโคกันว่าจะชอบหนังแนวพี่เต๋อเหรอ แต่โดยส่วนตัวแล้วก็เคยดูเรื่อง “เมธาวี” มาก่อน ก็คิดว่าสไตล์ OK อยู่นะ และล่าสุดเห็นหนังโฆษณาเรื่อง “แกแมสแล้วว่ะ” ก็ตลกทันยุคดี ทำให้เรามีมุมมองต่องานจากฝีมือของพี่เต๋อว่าต้องคูล ๆ แหละน่า

สารคดีเรื่องนี้ได้เล่าถึงชีวิตปัจเจกของ ได้เปิดมุมมองมากกว่าฟังจากการให้สัมภาษณ์น้อง ๆ ที่เราเห็นได้ดาษดื่นตามสื่อมวลชนต่าง ๆ นี่คือศิลปะของการการเรียบเรียงประเด็นในระดับปัจเจกบุคคลให้เชื่อมโยงถึงกันจากเล็กขยายออกมาสู่สังคมใหญ่ของเราได้อย่างเหลือเชื่อ ขอย้ำว่านี่ไม่ใช่หนังสัมภาษณ์ถามตอบทั่วไป และคำตอบต่าง ๆ ที่หยิบยกมาก็ยากที่จะรู้ได้จากสื่อไหน ๆ หนังเรื่องนี้สามารถขยายภาพเด็ก 30 กว่าคนสะท้อนกลับมายังสังคมผู้ใหญ่ได้อย่างแจ่มชัด จนห้วงหนึ่งก็ตกใจว่าน้อง ๆ ในอายุเพียงแค่สิบกว่า-ยี่สิบต้น ๆ ต้องพบเจอกับเรื่องราวที่ค่อนข้างหนักหนาเอาการยิ่งกว่าตัวเราเองในยุคที่ยังอายุเท่าน้อง ๆ เสียอีก

คาแรคเตอร์สำเร็จรูป

ผมชอบความจริงของหนังสารคดีตรงที่ว่ามันคือความจริง และความจริงลำดับแรก ๆ ที่สะกิดความรู้สึกห้วงหนึ่งของผมคือเรื่องคาแรคเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคน เพราะตัวตนจริง ๆ ที่เผยให้แฟนคลับเห็น อาจคนละเรื่องกับตัวตนจริง ๆ

โปสเตอร์หนังแจกสำหรับผู้ที่จองตั๋วไว้ล่วงหน้า

ถ้าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้หรือไม่ใช่คนวงในที่ใกล้ตัวน้อง ผมก็คงไม่รู้ไม่เห็นภาพความเครียดในใจที่อยู่เบื้องหลัง caption ในแต่ละโพสต์บนสื่อโซเชียลของน้อง ผมไม่เอาด้วยหรอกถ้าจะต้องมานั่งคิดมากเรื่องการเขียน caption ในไอจีของตัวเองด้วยเวลากว่าครึ่งค่อนวัน แต่น้องเขากลับต้องใช้เวลากันมากขนาดนั้น กว่าที่จะตกลงปลงใจกด publish สู่สายตาบรรดาโอตะและสาธารณชนทั้งหลายได้

ใครจะรู้ว่าคนเขียนสเตตัสเก่ง ๆ อย่างปัญ แต่ก่อนนั้นนาน ๆ จะเล่น Instagram อีกทั้งในเรื่องยังบอกด้วยว่า เป็นคนไม่ค่อยเขียนแคปชั่นอะไรยาว ๆ แต่จะพิมพ์เป็นอีโมจิสองสามตัวก็จบแล้ว กระทั่งมาเป็นเมมเบอร์ BNK48 ทุกคนก็ต้องใช้ช่องทางเหล่านี้ให้เต็มที่ ดูแล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมน้องเล่นเขียนมันซะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ (ฮา)

ไม่ไหว ก็จงอย่าฝืน

ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะได้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบ มันคือความจริงยิ่งกว่าจริง แม้แต่ปัญที่นิยมการเต้นฮิปฮอปด้วยท่าทางแข็งแรงแบบเท่ ๆ คูล ๆ แต่ก็ยังต้องมาฝึกเต้นวาดลวดลายตะมุตะมิบิดก้นไปมา ถึงแม้ปัญบอกว่ารู้สึกขวยเขินตัวเองในการเต้นแบบนั้น สุดท้ายปัญก็ต้องเลือกที่จะทำมัน ปรับการเต้นจากความเคยชินแบบที่แล้วมา เพื่อให้ท่วงท่าออกมาสวยงามมากยิ่งขึ้น ถูกใจแฟนคลับมากยิ่งขึ้น

จิ๊บ หญิงสาวพูดน้อยที่ลำบากใจเมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องพูดอะไร หรือคุยอะไรกับคนอื่น เพราะตัวเขาไม่ใช่คนพูดเยอะ ๆ แบบใครเขา

ในคืนกาล่า งานเปิดตัวหนังเรื่องนี้รอบสื่อมวลชน ช่วงหนึ่งพิธีกรได้ถามปัญว่า “คิดว่าใครจะร้องไห้ในเรื่อง?” ปัญตอบว่า แก้ว ซึ่งนั่นเป็นคำตอบที่ถูกเผงเมื่อได้ชมภาพยนตร์ ถึงแม้มีหลาย ๆ คนในเรื่องที่น้ำตาไหลออกมา แต่จากฟุตเตจที่ผู้กำกับ insert มาก็ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าแก้วเป็นคนอ่อนไหว แต่แก้วก็จะไม่ทนต่อไป จากที่แก้วเคยทำตัวแบ๊ว เริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ลึก ๆ แล้วน้องคงเห็นว่าเฟียซของตัวเองจะทำให้สบายใจกว่า

แสวงหาตัวตน ด้วยคำคนอื่น

ในชีวิตคนเราทั่วไป อาจมีบางครั้งที่ไม่แน่ใจตัวตนของเราเท่าไหร่นัก บางคนอาจเคยให้เพื่อน ๆ เลือกว่าทำผมสีอะไรดี? ควรจะตัดผมสั้นหรือกลับไปไว้แบบยาว ๆ ดี? แต่นี่มันแค่เบสิค เมื่อเทียบกับการที่เราต้องค้นหาคำตอบให้เจอว่า จริง ๆ แล้วเราเป็นคนยังไง?

คนธรรมดา อาจได้คำตอบนันจากคนใกล้ตัว แต่สำหรับน้อง ๆ BNK48 แล้ว ฟีดแบคหลั่งไหลเข้ามาทุกสารทิศ เอาแค่สื่อออนไลน์ ก็สามารถพบเจอได้ทั้ง social media, pantip, dek-d เว็บบอร์ดโอตะอีกสารพัดสารเพ แล้วคุณคิดว่าคำตอบที่น้องจะได้รับมันจะตรงกันบ้างไหมล่ะ … แล้วยิ่งไปกว่านั้น มันจะตรงกับที่น้องคิดว่าน้องกำลังเป็นอยู่จริง ๆ ไหมล่ะ

สังคมข้างนอกจะบอกว่าเราเป็นอะไร โดยที่เราอาจจะไม่เป็นหรือไม่ได้ต้องการจะเป็นคนเช่นนั้นเลยก็ตาม แน่นอนว่ามาถึงจุดนี้ ความกดดันจากสังคมจะทำให้ความเป็นตัวเองกร่อนลงไปอย่างช้า ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่ง เรากลายไปเป็นอย่างที่สังคมว่าไว้จริง ๆ

เจ้านาย เจ้าขา

ผมคงไม่พูดหรอกว่าดูแล้วเหนื่อยแทนน้อง ๆ เพราะผมไม่ได้อยู่ในจุดนั้น ทำได้เพียงรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่น้อง ๆ ต้องเผชิญ ฟุตเตจถูกตัดใส่เข้ามาให้เห็นหลังเวที มีช่วงฝึกซ้อมที่ทั้งกดดัน ทั้งจริงจัง ทั้งเข้มข้น ต่อให้หัวใจร่ำร้องว่าเหนื่อยเหลือหลาย ทว่า มันเป็นเงื่อนไขที่ต้องทำ เมื่อทุกอย่างผูกติดเข้ากับธุรกิจ บนความจริงที่ว่าไม่ใช่อยู่ ๆ น้องจะดังมาจากไหนได้ แต่ส่วนหนึ่งนั่นก็มาจากทาง official ผู้อำนวยการ รวมถึงผู้สนับสนุนเบื้องหลังที่ป้อนงานให้

เมื่อเมมเบอร์แต่ละคนถูกมองในฐานะเป็นลูกจ้าง ดั่งฟันเฟืองชิ้นเขื่องที่คอยปั่นเงินเข้าบริษัทจนหัวหมุน ตัวเป็นเกลียว ทำให้บริษัทและวงเติบโต มีชื่อเสียง เมื่อมีชื่อเสียงก็ย่อมตามมาด้วยเงินที่ไหลมาเทมา กลายเป็นกำไรจากหยาดเหงื่อและความทุ่มเทของทุก ๆ คน

แต่ตามหลักบริหารทรัพยากรมนุษย์แล้ว การจะรู้ว่าฟันเฟืองตัวใดออกแรงหมุนมากกว่า ก็ต้องใช้วิธีการประเมิน เพราะคนคนหนึ่งคงไม่สามารถทำอะไรได้เท่าคนอีกคนแบบเป๊ะ ๆ ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ดังนั้น สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องประเมินด้วยความนิยมจากแฟนคลับ จึงได้รับการวัดผลกันที่ตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นยอด reach, engage, การเติบโตของ follower กลายเป็น KPI ที่ก้าวข้ามคำว่า “ความพยายาม” ไปอีกขั้น และนั่นคือสิ่งที่บางคนมองว่าไม่ make sense เท่าไหร่

ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นไปได้ไหมที่เราจะเป็นที่ 1 ของแผนกในบริษัท การแข่งขันในวงก็อาจไม่ต่างกัน สถานการณ์บีบบังคับทำให้ไม่มีมิตรแท้ แม้เราจะไม่เคยคิดไปเลื่อยเก้าอี้ใครที่เพอร์ฟอร์มดีกว่า แต่การพยายามทำดีอยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ในแบบของเราอาจเท่ากับยอมจำนนตำแหน่งของตัวเองไปแล้ว เพราะเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเสนอหน้าเก่ง พรีเซนต์เก่งอีกนั่น

ช่วงหนึ่งของหนัง ผมมีความรู้สึกบางอย่าง จากบทพูดที่ถูกเรียงร้อยมาแบบนั้น ทำให้แอบมองว่าเฌอปรางกลายเป็นตัวร้ายนิด ๆ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้ใช้ทางลัดอื่นใดในการไปอยู่จุดนั้น จากคำพูดของเธอเองที่ว่าได้เงินเท่ากับคนอื่น แถมต้องแลกด้วยอะไรไปมากกว่าด้วยซ้ำ อาทิ การเลิกรากับคนรักก่อนที่จะมาเข้าวง

เจ้านาย ในฐานะครบริหารจัดการบริษัท ในฐานะผู้คุมกฎระเบียบต่าง ๆ นานา ก็ไม่ใช่ตัวร้าย แต่กลับกลายเป็นผู้ที่เข้าใจคนที่อยู่ใต้การปกครองมากที่สุด ว่าพวกเขาเหล่านี้จะต้องเจอกับอะไร และนั่นไม่แปลกเลยที่จ๊อบซังจะเผลอน้ำตาเล็ดในตอนประกาศ Senbatsu

สรุปแล้ว ไม่มีใครที่เป็นตัวร้าย เจ้านายไม่ใช่ตัวร้าย คนที่เก่งกว่าเราก็ไม่ใช่ตัวร้ายอีก แล้วไฉนต้องหาใครสักคนมาเบลมเพื่อระบายความรู้สึกคับข้องใจในสถานะที่เราเป็นอยู่?

อย่างที่เฌอปรางบอก “คนข้างล่างไม่รู้หรอกว่าคนข้างบนรู้สึกยังไง” และแน่นอน อย่างที่จิ๊บบอก “คนข้างบนไม่มีทางรู้หรอกว่าคนข้างล่างรู้สึกยังไง” จะเห็นว่าคำตอบของทั้งสอง กลายเป็นสิ่งคู่ขนานโดยมีช่องโหว่บางอย่างคั่นไว้ไม่ให้เชื่อมถึงกันได้อยู่ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว สองฝั่งก็คงไม่ได้รู้สึกต่างกัน แต่ละฝั่งกำลังแบกรับอะไรบางอย่างที่อีกฝั่งไม่รู้อยู่ สถานการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคนเบื้องหน้าและคนเบื้องหลัง สำหรับคนเบื้องหลังแล้ว การเป็นคน no name มันน่ากลัวจริง ๆ นั่นแหละ อย่างที่น้องอรพูดไว้ ซึ่งคนเบื้องหน้าก็อาจหลงลืมแง่มุมความสำคัญส่วนนี้ไป เว้นเสียแต่ว่าคุณเคยตกอยู่ในจุดนั้น แบบที่เคยประสบมาด้วยตัวเองจริง ๆ นั่นแหละ จึงเข้าใจ

คงมีเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินธุรกิจของวงดนตรีหญิงล้วนวงนี้อีกมากมายที่น้อง ๆ สาธยายมาไม่หมดในหนังเพียงสองชั่วโมงกว่า แต่แค่นี้ เราก็พอจะเห็นโมเดลธุรกิจไอดอล เห็นภาพการชิงดีชิงเด่นแบบไม่กระโตกกระตากของเมมเบอร์ เพื่อได้มาซึ่ง airtime ไปจนถึงการติด Senbatsu ในแต่ละ Single

Lover gonna love.

แน่นอนคนที่เกลียด ยังไงก็หาเรื่องจะเกลียดเราได้เสมอ ขณะที่  อยู่ที่ไหน คนที่รักเราก็รักเรา เวลาจะคัดกรอง You make my day

วกกลับมาที่ชีวิตคนเรา เราจะต้องการอะไรไปมากกว่ารู้ว่าเราคือใคร ชอบอะไร อะไรคือความสุข ที่เราต้องการไขว่คว้า และมีคนสนับสนุนและพร้อมทดแทนความสุขนั้นในยามที่เราไม่อาจเอื้อมได้มันมา


บนยอดพีระมิด

มีประโยคหนึ่งของน้องจิ๊บที่ทำให้ผมนึกถึงประเด็นด้านจิตวิทยาขึ้นมา คือคำพูดว่า “เราพยายามทำตนเองให้อยู่บนจุดสูงสุดบนพีระมิดของตัวเองแล้วรึยัง?” ซึ่งในความหมายของน้องที่พูดแบบนั้นก็คือจะสื่อว่า ก่อนที่คิดจะไปแข่งขันคนอื่น ๆ ก็ควรผลักดันตนเองผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ในชีวิต ให้มาถึงจุดสูงสุดของตัวเองได้เสียก่อน ถึงค่อยไปสู้รบปรบมือกับพีระมิดของคนอื่นได้ หรือไม่ ถ้าคุณไม่อยากแข่งขันความสูงของยอดพีระมิดกับใครเขาก็ตาม คุณก็ควรพยายามเข็นตัวเองให้ขึ้นมาอยู่ ณ จุดสูงสุดให้ได้

ในวิชาจิตวิทยาสังคมมีทฤษฎีหนึ่งที่หลาย ๆ คณะน่าจะเคยผ่านหูผ่านตา คือ ลำดับขั้นความต้องการ 5 ขั้นของมนุษย์ โดย Maslow นักจิตวิทยา ระบุไว้ว่าลำดับขั้นสูงสุดที่มนุษย์จะมีความต้องการนั้นคือ Self-actualization หมายถึง ได้ใช้ศักยภาพของตนถึงขีดสุดเพื่อตอบโจทย์ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตตอนนั้น 

ทั้งนี้ หากเป็นคนธรรมดาที่ไม่วาดหวังอะไรเกินเลยในทางบวกต่อชีวิต เขาก็ติดอยู่ในไม่กี่ขั้นข้างล่าง แต่เขาก็อยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนอะไร เช่น มีปัจจัยสี่ มีความสะดวกสบาย มีความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ได้รับการยอมรับนับถือ เป็นที่รักของใครสักคน เป็นต้น

ทว่า ในความต้องการขั้นที่ 5 เขาจะต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง โดยหนึ่งในวัตถุดิบที่ต้องใส่ ต้องเติมอยู่ตลอด คือความพยายามที่จะใช้ศักยภาพนี้ของตนเอง ก่อนหน้านี้ก็ต้องตระหนักรู้ตัวเองแล้วว่า ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อจะทำอะไร?

เดาใจยากพอสมควรเลยว่าขั้นที่ 5 ของแต่ละคนคืออะไร เพราะชีวิตแต่ละคนก็ต้อง move on ตลอดเวลา ฉะนั้น ในวันนี้บางคนอาจจะวาดภาพจุดสูงสุดของพีระมิดตัวเองไว้อย่างหนึ่ง ผ่านไปเดือนสองเดือนอาจจะไม่ใช่แล้วก็ได้

ผมชอบช่วงหนึ่งที่แก้วพูดไว้ว่า การมาเป็น BNK48 ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แก้วบอกว่า “ที่ผ่านมาในชีวิตส่วนตัวแล้วไม่ได้มีใครเป็นไอดอลเลย” กระทั่งในวันที่เธอมีนามสกุลเป็น BNK48 ทุกวันนี้ ได้รู้ว่ามีคนยกให้เธอเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน เป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต และแม้กระทั่งการช่วยทำให้อาการซึมเศร้าของแฟนคลับบางคนทุเลาลงไป นั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่า การที่เธอได้ทำคุณค่าต่อสังคม สังคมก็ทำให้เธอรู้สึกมีคุณค่าต่อตัวเอง และนั่นก็คุ้มค่าแล้ว

ใต้ภูเขาน้ำแข็ง

“When you try your best but you don’t succeed.”

—Coldplay, Fix You

ความพยายามไม่ทำร้ายใครสักคนที่ตั้งใจ จริงหรือ?

หนังเรื่องนี้ได้ตอบแล้วว่า ความพยายามของ A อาจส่งผลให้ความพยายามของ B ที่ต่อให้มีไม่ต่างกัน กลายเป็น no name ไปได้เลย ดังนั้น ต่อให้คุณพยายามเต็มที่จนถึงขีดสุดของศักยภาพและพละกำลังที่มีแล้วมันก็ไม่แน่ว่าจะโดนทำร้ายจากความพยายามของใครสักคนที่ไม่ได้มีแค่ความพยายาม

นอกจากพรแสวง (ความพยายาม/ขยัน) แล้ว ก็จำต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าพรจากสวรรค์ (โชคชะตา/โอกาส/จังหวะ/ตลอดจนอะไรบางอย่างที่บอกไม่ได้) ก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้คนสองคนกลายเป็นคนละชนชั้น คนหนึ่งมาพร้อมต้นทุนหลายอย่างก็ไม่ต้องพยายามมาก อีกคนพยายามแทบตายแต่ไม่มีใครเห็น ก็เท่านั้น

มันจริงจนหน้าสั่น ความ no name มันน่ากลัว อย่างที่น้องอรว่าไว้ การที่พยายามแล้วไม่มีใครรับรู้ ยิ่งถ้าหากคุณไม่ใช่มนุษย์จำพวกเอาหน้าเก่ง ก็คงจมอยู่กับจุดบอดที่ใคร ๆ ไม่สามารถเห็นคุณได้

อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความหวัง ในจุดต่ำสุด ช่วงเวลาที่ท้อที่สุด ที่ที่ความเหนื่อยล้าฉุดพาเราดำดิ่งลงไปจนไม่เห็นแสงสว่างข้างบน คุณจะตระหนักได้ว่าตอนนั้น คุณก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วนี่

ก่อนแสงสปอตไลท์จะฉายไปทางอื่น

เราไม่ห้ามหรอกที่ใครจะร้อง ร้องให้พอ แต่จงเรียนรู้ที่จะซ่อมแซมตัวเองให้เป็น Fix you fix ตัวเอง เชอ เอาปมในใจในวัยเด็ก ที่ปั่นจักรยานล้มร้องไห้ ไม่มีใครมาข่วย สุดท้ายการตัดการกับปัญหาคือช่วยตัวเราเอง จักรยาน นั่นคงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เชอคิดว่าคงต้องพึ่งตัวเองให้มาก

มีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งต่อไป มี 1 2 ก็ต้องต่อด้วย 3 ชีวิตจะคอยมห้โอกาสเราอยู่เงียบๆ หน้าตา ชื่อเสียง เราแค่ทำตัวเองให้พร้อม เมื่อจังหวะนั้นมาถึง โป๊ะเชะ อย่า passive ให้ active ชั่วพริบตาหนึ่ง เราอาจเปลี่ยนเป็นใครอีกคน เฉกเช่นเทคนิคการตัดต่อในตอนจบ แต่ภาพที่เห็นก็สวยงามเกินบรรยาย ตาหวาน และเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เราจะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นตัวเองในอดีต แต่อย่าลืมว่าอะไรที่ และยอมรับว่า

นี่ล่ะ ชีวิต

ชีวิต ซึ่งไม่มีทางรู้ว่า ตัวเราที่รออยู่ในอนาคต จะพอใจกับสิ่งที่ทำวันนี้แล้วไหม แต่อย่างน้อยเราทำ และกำลังทำ โดยมีรอบยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า

ปัญสิกรณ์ ติยะกร

เขินนิดหน่อย ถ้าจะต้องบอกว่าบางทีวอลเปเปอร์หน้าจอโทรศัพท์ของผมตอนนี้คือรูปน้องปัญ จากที่แต่ก่อนใช้แต่รูปแมว (เป็นทาสแมว.jpg ตัวยง)

อาจเพราะทุกครั้งที่เรามองเห็นเด็กคนนี้แล้วมันเกิดพลัง ทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยกระมัง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจน้องปัญก็คือ ความคิด สังเกตได้ว่าน้องจะคิดหาอะไรมาตอบที่ beyond ไปมากกว่าการคาดหวังในคำถามนั้น ๆ 

แม้พี่เต๋อจะไกด์ให้ก่อนหน้านี้ว่าอยากพัฒนาการเต้น หรือการร้อง หรืออะไร? น้องคิดอยู่ไม่ถึงเสี้ยววิก็โพล่งตอบมาว่า “อยากเป็นปัญที่ดีกว่านี้ คือหมายถึงรวม ๆ กัน” การชี้นำใด ๆ ในการตอบก็ไม่มีผลกับปัญ เพราะน้องคงวาดภาพตัวเองในอนาคตไว้แล้วด้วยซ้ำ ว่าต้องการอะไรในชีวิต หรือต้องการอยู่จุดไหนของ BNK48

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็ดีใจด้วยในการค้นหาตัวเองจนพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และอาจเป็นไปได้ว่าน้องมองเห็นจุดบกพร่องบางอย่างของตัวเองแล้ว จึงเลือกตอบคำถามนั้นว่า “อยากเป็นปัญที่ดีกว่านี้”

แต่ไม่รู้ว่าน้องปัญ นอนน้อยหรือออกงานหนัก ช่วงหลัง ๆ ในทวิตเตอร์จะมีคนพูดถึงใต้ตาของน้อง (ฮา) แถมผู้กำกับก็ยังตัดฟุตเตจใส่มาให้เห็นความขี้เซาอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าฉลามคนนี้ ไม่เพียงแต่มุมโก๊ะ ๆ เท่านั้น เรายังได้เห็นความอบอุ่นในตัวเด็กคนนี้ ได้เห็น ความมองการณ์ไกล ตั้งแต่บอกว่าติดคอนแทรค 6 ปี ปัญก็ยังมองภาพของข้ามช็อตไปถึงปริญญาโท

ปัญจะเป็นปัญที่ดีได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญที่ดีสำหรับคนอื่น ๆ แต่อย่าลืมเป็นปัญที่ดีสำหรับตัวเองด้วยล่ะ

BNK48

ขอบคุณคำตอบดี ๆ จากเมมเบอร์ BNK48 ทุกคน น้องเป็นคนที่มีความฝัน และน้องทำมัน มันทำให้เรากลับมาคิดว่า การตั้งใจที่จะทำอะไร ไม่ต้องรอให้พร้อมก็ได้นี่หว่า คุณไม่ต้องเต้นเก่ง ร้องเก่ง แต่คุณทำมันไปพร้อม ๆ กับพัฒนาด้วยได้

จงลงมือตั้งแต่ยังไม่พร้อม แล้วจะรู้เองว่ายังขาดอะไร ถ้าวาดหวังมัวรอเริ่มในตอนที่คิดว่าพร้อม เผลอ ๆ อาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ เพราะจะรู้ได้ไงว่าอนาคตจะยังพร้อมกว่านี้อีกมั้ย


Score: 11/10

– นี่คือคะแนนให้แก่สารคดีเรื่องนี้ที่สามารถลบภาพจำอันน่าเบื่อจำเจของการดูสารคดีออกไปได้อย่างหมดจด เต็มใจที่จะให้ 11 คะแนน เต็มสิบ (ฮา) 

– สำหรับคะแนนที่เกินมานั้น เพราะว่ามัน overwelmming จริง ๆ ไม่รู้ภาษาไทยเขาใช้คำว่าอะไรในการอธิบายความรู้สึกนี้ แต่มันฟู ๆ อยู่ข้างใน โดยมีหนังน้อยเรื่องที่เมื่อผมออกจากโรงภาพยนตร์แล้วจะทำให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อคนหรือต่อสถานการณ์ใด ๆ ได้ในทันที ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้!


– ด้านเทคนิค การใช้ typography ง่าย ๆ เป็นระเบียบสวยงาม และยังสื่อความหมายได้อย่างลงตัว ผสมผสานจังหวะจะโคน การตัดต่อให้เมมเบอร์ทุกคนมีซีนที่เหมาะสมจริง ๆ รวมไปถึงเทคนิคการคัทภาพดำไปดื้อ ๆ การแช่ฟุต การอินเสิร์ต การถอนหายใจ การวางเฟรมกล้อง การใส่ดนตรีประกอบ ทุกอย่างทำให้เรารู้สึกเหมือนเราถูกดูดเข้าไปเป็นผู้สนทนากับน้อง ๆ ด้วยจริง ๆ โดยที่มีพี่เต๋อเป็นตัวแทนในการถามให้


– ส่วนตัวแล้วขอยกให้เป็น 1 ในสารคดีที่สร้าง insight อะไรหลาย ๆ ในเชิงการใช้ชีวิต และไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม นี่มันหนังชีวิตที่โคตรเรียล ซึ่งไม่แน่ว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของเราก็อาจมีความรู้สึกเดียวกันกับใครสักคนหนึ่งในวงนี้


– สุดท้าย แม้ผมจะไม่ได้อินอะไรกับ BNK48 ชนิดที่ตามติดแจไปทุกคอนเสิร์ต สะสมซีดีเพลงใหม่ หรืองานจับมือ ผมก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น (update ล่าสุด: มีซีดีเพลง Shonichi แล้ว และได้ไปจับมือน้องปัญมาแล้ว ฮ่าๆ) แต่อยากบอกว่า ทุกคนสมควรจะได้รับการจดจำจริง ๆ น้องเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตให้คนที่อายุมากกว่าน้องตั้ง 10 ปีได้ขนาดนี้ ถือว่าเก่งมากเลย พี่ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ เมมเบอร์ทั้งหมด ดูจบแล้วรู้สึกอยากบึ่งไปจับมือน้อง ๆ ทุกคน ทั้ง SENBUTSU และ UNDER ทันที ณ เดี๋ยวนั้นเลยทีเดียว รัก 🙂

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..