Light mode Dark mode

Folkdo Blog

บันทึกการเดินทางของชีวิตโฟล์ค

Burning (버닝) – “ใครผิด…คำตอบยังอยู่ในสายลม”

Burning (มือเพลิง) หนังดราม่าเกาหลีเกรด A

สะท้อน class gap และความพิศวงของชนชั้น ผ่านเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด: ความรักและเงินตรา

 

ป็นหนังเรื่องแรกที่ผมต้องยอมเติม .5 เข้าไปในการให้คะแนน สำหรับ Burning (버닝 หรือชื่อไทยว่า มือเพลิง) หนังแนว Drama / Mystery จากผู้กำกับชาวเกาหลี อ้างอิงมาจากเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น มุราคามิ โดยปกติแล้วผมไม่ให้คะแนนก้ำ  ๆ กึ่ง ๆ แบบนี้หรอกนะครับ อย่างไรก็ตาม แม้ได้ใช้เวลาไปตกตะกอนความคิดอยู่พักใหญ่แล้ว ก็ยังไม่สามารถเทใจไปฝั่งใดได้ระหว่าง 9 หรือ 10 เลยผ่ากลางให้เป็น 9.5 แต้มแล้วกัน! พร้อมให้นิยามกับ “Burning” (เขียนแบบ roman ตามเกาหลีว่า Beoning) ว่า นี่คือ “สุดยอดหนังสะท้อนชีวิตที่แตกต่างระหว่างชนชั้น (class gap) วัยผู้ใหญ่ในเกาหลีได้อย่างสวยงาม น่าติดตาม ชวนตั้งคำถาม” และยังสอนให้เราได้ตระหนักถึงปูมหลัง ตลอดจนปมในใจของมนุษย์ที่มาจากการดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดด้านฐานะทางสังคม

หนังนำเสนอชีวิตความเป็นคนที่เกิดจากชนบทในเกาหลีใต้ได้ดีเลิศ ดูจบแล้วต้องเสิร์ชหาสถานที่ถ่ายทำเลย เมืองพาจู (Paju) ขับรถเพียงชั่วโมงกว่า ๆ จากกรุงโซลเท่านั้น มีซีนสวย ๆ เยอะดี เขาถ่ายทอดออกมาได้สวยงามแบบบ้าน ๆ จริง ๆ แตกต่างจากแสง สี เสียง ในเมืองโซลที่คนเกาหลีรุ่นใหม่ต่างวาดหวังจะมาใช้ชีวิตที่นี่ แล้วใครจะไปอยู่ชนบทกันล่ะ แต่ภาพชนบทเขาช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ชอบการสร้างบรรยากาศ การเติมเสียง ambient ทำเอาอินเหมือนไปนั่งด้วยกันกับละครในเรื่อง ทั้งเสียงใบไม้ที่ปกคลุมกิ่งก้านสาขาลู่ลมมากระทบกันเกรียว เคล้าเสียงจิ้งหรีดเรไร อีกทั้งยังมีเสียงโฆษณา propaganda หลังภูเขาฝั่งเกาหลีเหนือปูมาเป็นแบ็คกราวนด์ให้คลายเหงาอีกด้วย ที่สุดของทีุ่สดคือช็อตไล่เฉดสีพระอาทิตย์ช่วงเย็นที่ค่อย ๆ ตกจมลงสู่ความมืดมิด จนกลัวใจคนจะคิดร้ายตามความทมิฬของมัน

หนังเรื่องนี้ based on เรื่องสั้น “Barn Burning” ของนักเขียนชื่อดัง Murakami Haruki แต่ส่วนตัวผมไม่เคยได้อ่านผลงานใด ๆ จากนักเขียนญี่ปุ่นท่านนี้เป็นจริงเป็นจังมาก่อนหรอกนะครับ เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์หนาหูเกี่ยวกับความ dark ของเนื้อหา และคนเหงา ๆ เขาชอบอ่านกัน

สำหรับคอหนัง drama อย่างผม ยกนิ้วให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เลย การเล่นกับอารมณ์ดิบ ๆ ของความเป็นคนมันโคตรได้ ไม่เสียแรงที่เชื่อมั่นในผู้กำกับมือดี Lee Chang-dong ใครจะรู้ว่าเขามีดีกรีเป็นรัฐมนตรีเกาหลีด้วยนะ หลังจากดูทีเซอร์ก็เห็นแววแล้วว่า จะต้องถ่ายทอดมันออกมาได้สุดขั้วแน่นอน! ก็สมหวังดังใจ (เรื่อง drama ไว้ใจเกาหลี เขาทำแนวนี้เก่ง ทั้งนี้ จากการเคยบังเอิญเปิด HBO ได้ดูหนังเกาหลีเรื่องหนึ่ง เนื้อหาแนว incest ได้กันทั้งบ้าน ฆ่ากันแบบเห็น ๆ จะ ๆ อย่างเลือดเย็น ชนิดที่ว่า “นี่มันเห้อะไรวะเนี่ย” ตั้งแต่นั้นมา ถ้ามีหนังเกาหลีเรื่องไหนที่พล็อตมาแนว ๆ แก้แค้น อาฆาต ก็จะไม่แปลกใจถ้าเกิดว่าเรื่องนี้หรือเรื่องไหน ๆ จะได้เรทผู้ชม “ทั่วไป” ทั้งที่มีฉากแทงย้ำ ๆ เน้น ๆ ถึงไส้ถึงพุง ซาบซ่านยันกระดูก)

นี่คือหนังความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่วางพล็อตก่อชนวนดราม่าได้ลงตัว กลมกล่อม สุดยอดมาก ชนิดที่อีจ่าพิชิตยังต้องอาย (เดี๋ยว ๆ นั่นคนละดราม่า) ไม่มีฉากไหนในเรื่องนี้ที่ไม่มีความหมาย ทุกไดอะล็อกเหมือนชี้ชวนให้คนดูได้คิดต่อยอดเกิน “มากกว่าแค่คำ” คือดูแล้วก็ต้องนึกไปถึงขั้น synonym ด้วยว่าเขาจะสื่อถึงอะไร ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหนังกันแบบฉากต่อฉากจริง ๆ

อีกเสน่ห์เฉพาะตัวของหนังเรื่อง Burning ตรงที่มันค่อย ๆ เผยอะไรที่อยู่ในใจของตัวละครแต่ละตัวออกมาผ่านไดอะล็อกที่มีนัยยะมากมายเหลือเกิน การเล่าถึงเรื่องชนชั้นผ่านการวางตัวต่อกัน วิถีการใช้ชีวิต การอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ ของนางเอก การอยู่ในบ้านกลางทุ่งของพระเอก การอยู่ในห้องชุดสุดหรูของพระรอง ฯลฯ

  • นางเอก (แฮมี) : หญิงสาวหน้าตาดีในระดับหนึ่ง ที่กลายเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล เป็นเรื่องราว “เราสองสามคน” ขึ้นมาเมื่อวันหนึ่งนางเอกดันบังเอิญไปเจอะพระเอกหลังจากไม่เห็นหน้ากันมานานนับตั้งแต่หลังเรียนจบ จึงได้เอ่ยปากคุยกัน ไปห้องกัน นี่จึงเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวเกี่ยวกับคลาสของการใช้ชีวิตในตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง โดยสำหรับนางเอกแล้ว ปูมหลังก็ไม่ได้มีฐานะดีเด่อะไร เธอใช้ชีวิตวัยเด็กมาพร้อม ๆ กับพระเอกตามประสาเพื่อนบ้านอยู่ในเมืองพาจู ตอนเด็ก ๆ แอบหลงรักพระเอกอยู่ในใจ แต่ตอนนั้นตัวเองยังไม่ได้สวยอะไร พอโตมาก็เลยได้โอกาสไปทำศัลยกรรม กลายเป็นคนมือเติบ เป็นหนี้บัตรต่าง ๆ มากมาย ยังไม่วายใช้เงินออกไปเที่ยวต่างประเทศ ทำนู่นนี่นั่นเยอะแยะ ดูเป็นคนที่มีพลัง แต่ลึกๆกลับอ่อนไหวและโดดเดี่ยวอย่างมาก อัตลักษณ์ที่น่าสังเกตของเธอคือเป็นคนที่มีจินตนาการสูงมากจนบางทีเรื่องที่เธอเล่า คนฟังแยกไม่ออกว่าอันไหนคือเรื่องจริง หรือเป็นแค่เรื่องทีเพ้อฝันขึ้นมากันแน่… [ *hint: ในเรื่องเธอพูดว่า “ชอบงานที่ใช้ร่างกาย” รวมไปถึงที่บอกว่า เคยเรียนเล่นละครใบ้  ]
  • พระเอก (จงซู) : พระเอกเป็นคนถิ่นเดียวกับนางเอก แต่ปัจจุบันมาเป็นหมาหัวเน่าในเมืองหลวง ไม่ได้ทำงานทำการเป็นหลักแหล่ง อย่างมากก็ไปรับจ๊อบพาร์ทไทม์ขนส่งของ ตอนหลังพระเอกกลับไปอยู่บ้านของพ่อที่ชนบทเนื่องด้วยเหตุการณ์ที่พ่อผู้มีปัญหาทางอารมณ์ ไปก่อคดีใหญ่ อันเนื่องมาจากสภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ เกรี้ยวกราดในระดับ disorder (ซึ่งในทางจิตวิทยาก็คงต้องให้ไปบำบัด)  พระเอกต้องกลับมาดูแลบ้าน เลี้ยงดูวัวในคอก และจัดการอะไร ๆ แทนพ่อ โดยระหว่างนั้นก็มีโทรศัพท์ปริศนาโทรเข้ามาหาที่บ้านตลอด แต่แปลกที่ปลายสายไม่ยอมพูดอะไร… ระหว่างว่างงานก็ได้แต่คอยตอบคนอื่น ๆ ว่า ตนตั้งใจจะเขียนหนังสือ อยากแต่งนิยาย แต่ยังไม่รู้จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร (จนมีผู้ใหญ่เสนอให้ลองเขียนเรื่องของพ่อของตัวเองดู) สุดท้ายก็มีงานเขียนชิ้นแรกคือจดหมายคำร้องต่อศาล เกี่ยวกับคดีความของพ่อตัวเอง อัตลักษณ์ที่น่าสังเกตของจงซูคือ เป็นคนตรงไปตรงมามาก ๆ มากเสียจนก่อกำเนิดเป็นทรรศนะที่มีต่อโลกใบนี้ว่า “ทำไมเรื่องราวของคนอื่น ๆ ช่างดูลึกลับไปหมด” แต่ถึงแม้เขาจะซื่อแค่ไหนก็ยังรู้ทางหนีทีไล่ มีไหวพริบอยู่พอตัว หลังจากถูกปั่นหัวทั้งจากวฝั่งนางเอก ผสมโรงกับรากเหง้าปัญหาทางบ้านในอดีตคือแม่และพี่สาวหนีไปจากบ้าน และพ่อผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวใจเพียงคนเดียวของเขาก่อเป็นเหมือนก้างปลาในลำคอที่กลืนน้ำลายก็เจ็บคอ จะเขี่ยทิ้งก็ไม่ออก ต้องคอยไปขึ้นโรงขึ้นศาลจนน่าเบื่อหน่าย ชีวิตของพระเอกนี่มันสุดแสนกดดันและบีบคั้น เละยิ่งกว่าผลส้มที่ถูกบีบด้วยเครื่องคั้นอีกนะเนี่ย… [ *hint: พระเอกได้ทบทวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางเอก หลังจากพระรองเข้ามามีบทบาทในเรื่อง โดยเผลอหลุดปากบอกกับพระรองว่า ตนรักนางเอก แต่ความรักของเขาสำหรับนางเอกก็ใช่ว่าจะกินได้  ]
  • พระรอง (เบน) : หนุ่มกังนัม มาดเนี้ยบ สุขุม ร่ำรวย ขับปอร์เช่ 911 Carrera S ราคาสิบกว่าล้าน แล้วก็ไม่มีทางเดาออกได้เลยว่าเขาทำงานทำการอะไร ชีวิตดูง่ายสำหรับเขา ใคร ๆ ก็เข้าหา โดยเฉพาะสาวที่เปลี่ยนหน้าตาไป เจ้าตัวบอก “ชีวิตไม่เคยรู้สึกว่าต้องเสียใจ ไม่เคยร้องไห้ จึงไม่มีหลักฐานของความเศร้า” ชีวิตนั้นช่างง่ายนัก แต่เบื้องหลังของความง่ายดายและฉาบฉวยนี้ มีอะไรซ่อนอยู่บ้างก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้ เพราะหนังต้องการให้คนดูรู้สึกไปตามพระเอกว่าชีวิตคนมีเงินนี่มันดูเข้าถึงยากเหลือเกิน อัตลักษณ์เฉพาะตัวของพระรองที่น่าสังเกตคือ เป็นคนชอบใช้คำอุปมา อย่างเช่น “ก้อนหินที่อยู่ในใจ” “เผาเรือนเพาะชำ” เป็นต้น อาจเพราะว่าเขาเป็นคนรักการอ่านหนังสือ จะเห็นว่าพระรองพกเอาหนังสือติดตัวไปอ่านหลาย ๆ ที่ ตอนหลังมีการนำวรรณกรรม Falkner ที่พระเอกแนะนำไว้ มาอ่านด้วย นอกจากนี้ ยังมีบุคลิกที่แสดงออกถึงความขี้เบื่อ/ความไม่แยแส คือ การหาวระหว่างฟังเรื่องราวที่คน low profile เล่า… [ *hint: พระเอกถามพระรองว่าทำงานอะไร กลับบอกแค่ว่า ไม่ได้ทำงาน แต่กำลัง “เล่นสนุก” อีกทั้งยังมีคำอุปมาแปลก ๆ เป็นนัยยะอีก เช่น “จะเผาเรือนเพาะชำทุกสองเดือน” ]

ดูจบแล้วคิดเหมือนกันบ้างไหม?

หนังโคตรฉลาดในการเล่นกับประเด็นเงิน ๆ ทอง ๆ เรื่อง class ของคน หยิบจุดนี้มาขยี้ความต่างระหว่างชีวิตพระเอก นางเอก และพระรอง ได้อย่างละมุนละม่อมยิ่งนัก อีกทั้งผู้กำกับในฐานะรัฐมนตรีก็ยังได้ใส่ hidden agenda เกี่ยวกับปัญหาสังคมเกาหลีใต้ไว้ด้วย เช่น อัตราการว่างงานของคนสมัยใหม่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน ตลอดจนทัศนคติที่คนเกาหลีใต้มีต่อชาวจีนว่าไม่ต่างจากคนอเมริกันที่คิดว่าตัวเองประเทศใหญ่เลยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก น่ารำคาญ

แกนของเรื่องนี้โยงใยความสัมพันธ์ของตัวละครเข้าไว้กับ ความแค้น ความอิจฉา ความรัก ความสงสัย และการโกหก แล้วจะมีสิ่งไหนเล่าที่จะทำให้จิตใจของมนุษย์นั้นขมุกขมัวขุ่นข้องไปมากกว่านี้ได้อีก…? ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นตัวตั้งต้นชั้นดีของเชื้อไฟในการเผาทำลาย

ลองถามตัวเองดูบ้างสิว่า หากเราจะต้องจัดการอะไรบางอย่างให้หายไป เป็นคุณจะเลือกพิจารณาจากอะไร? พิจารณาจากมันเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือ? มันด้อยคุณค่าที่สุดหรือ? มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือ? มันเป็นสิ่งที่เก่าแก่คร่ำครึหรือ? … ทว่า นั่นมันผิดทั้งหมด … เพราะคำตอบจากภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ คุณแค่ต้องยอมรับว่า “ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรเลว ดั่งฝนที่ตกจากฟ้าก็ยังไม่ละเว้นว่าคนข้างล่างจะเป็นใคร ก็คงต้องเปียกด้วยกัน” 

หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการตั้งคำถามให้เกิดขึ้นในใจของคนดูได้ดีจริง โดยตอนผมเดินออกจากโรงภาพยนตร์มาได้ยินคนถกกันต่อถึงการกระทำของพระเอก คำพูดอุปมาต่าง ๆ ของพระรอง และการหายไปของนางเอก ทุกเงื่อนงำล้วนแต่ที่มีช่องว่างที่ซ่อนคำตอบของเรื่องราวเอาไว้อยู่ แม้กระทั่งในซีนสุดท้ายที่ทุกคนคงเกิดคำถามว่า “ทำไปทำไม” “เพราะอะไร” แต่คำตอบนั้นก็สามารถย้อนขึ้นไปยังพารากราฟก่อนหน้านี้ ว่า มันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใด ๆ สุดท้ายแล้วธรรมชาติจะต้องกำจัดบางอย่างไปนั่นหละ

หลากหลายประเด็นในหนังที่น่าคิดหาคำตอบ:

– นางเอก เลี้ยงแมวในห้องพักจริงๆ ใช่ไหม?
– พระรองมีอาชีพทำอะไรกันแน่ สังเกตแก๊งเพื่อน ๆ พระรองที่ขับ Benz, BMW ก็ยังดูไม่ออก หรือแค่ rich kid ธรรมดา ?
– พระรองไปทำอะไรที่แอฟริกากลาง? ธุรกิจมืด? ก็ยังไม่มีอะไรคอนเฟิร์มได้… หรือจริง ๆ แล้ว ช่องโหว่ที่หนังสร้างขึ้นมาเสริมว่า นางเอกขี้โม้ เปิดทางให้คนดูได้เผลอคิดเฉไปอีกแบบได้ว่า นางเอกอาจไม่ได้ไปแอฟริกา แต่จัดฉากอย่างแนบเนียนทุกอย่าง ตามคำบอกเล่าจากคนที่รู้จักนางเอกว่า “อีนี่โม้เก่ง” แต่ก็ยังจับพิรุธไม่ได้ ทั้งการเต้นของชนเผ่าแอฟริกา การนำอึแมวล่องหน (ที่ชื่อบอยล์) มาใส่
– หลังจากสามคนมาสังสรรค์กันที่พาจู นางเอกหายตัวไปอยู่ไหน? ไปโดยสมัครใจหรือโดนบังคับ? อยู่ในธุรกิจมืดของพระรองหรือไม่? หรือว่าไม่มีชีวิตแล้ว?
– ในตอนสุดท้ายที่ผ่านไปหลายเดือน เข้าสู่ฤดูหนาว พระเอก รู้ความจริงอะไร จึงต้องจัดการกับพระรอง

จากมุมมองของคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องสั้นมาก่อน ถ้าให้ผมคิดเอาสรุปเรื่องเองแล้ว จากตัวหนังล้วน ๆ ผมขอเลือกมองแบบนี้แล้วกันครับว่า สรุปแล้ว นางเอกคงไปคบพระรองอยู่ลับ ๆ ด้วยเรื่องเงิน ไม่อาจถือโทษโกรธเธอได้ ด้วยเหตุผลความจำเป็นในเรื่องการใช้เงินในการดำรงชีวิตของเธอ ทั้งการศัลยกรรม บัตรเครดิต การท่องเท่ยว นางเอกจึงจำใจเลือกไปคบหาพึ่งชีวิตไว้อยู่กับพระรอง ถึงแม้ลึก ๆ จะมีใจเสน่หาอาลัยอาวรณ์ต่อพระเอกบ้าน ๆ ผู้เป็นรักแรกของเธอมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็คงเสียใจไม่น้อยที่โดนพระเอกกล่าวหาว่าทำตัวเป็นกะหรี่อีตัว เห็นได้ชัดตั้งแต่พระเอกไม่สามารถติดต่อนางเอกได้เลย ประจวบเหมาะกับคำอุปมาเรื่อง “เผาเรือนเพาะชำ” จากปากพระรองที่ทิ้งไว้เป็นนัยยะสุด ๆ หรือจริง ๆ แล้วคำว่าเผาเรือนเพาะชำในความหมายพระรองนั้นหมายถึงผู้หญิง และหนึ่งในนั้นก็คือ นางเอก … มีตอนหนึ่งที่พระรองพูดแฝงนัยยะไว้เกี่ยวกับความเป็นไปของนางเอกให้พระเอกได้รู้ว่า “เธอหายไปราวกับควัน” —ควัน…เชื่อมโยงกับการเผา !? หรือนางเอกอาจถูกส่งไปทำธุรกิจมืดของพระรอง ซึ่งในทางเลวร้ายที่สุดก็อาจถูกขจัดทิ้งไปแล้ว

ช่วงหนึ่งที่พระเอกจิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอยจนได้เผลอจุดไฟเผาเรือนเพาะชำ แต่พอรู้ตัวขึ้นมาว่าทำอะไรลงไปแล้วก็รีบกุลีกุจอตบไฟให้ดับลงด้วยความตระหนก แต่และแล้วในตอนสุดท้าย เขาก็ได้มาเผาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรือนเพาะชำ ราดน้ำมัน เผามันไปพร้อมกับปอร์เช่สิบกว่าล้านกันเลยทีเดียว

ยังมีมุมหนึ่งที่หนังเรื่องนี้สื่อออกมาได้น่าสนใจคือ ไม่ว่าเราจะเกลียดหรือโกรธพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดมายังไง สุดท้ายคนเป็นลูกก็ยังคงฟังและเชื่อคำพูดจากคนเป็นพ่อแม่มากที่สุด สังเกตตอนที่พระเอกยอมจ่ายหนี้แทนแม่ (ที่ทิ้งเขาไปมากกว่า 16 ปี) และเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของ “บ่อน้ำ” ที่นางเอกกุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้พระเอกรู้สึกขึ้นมาว่ามีบุญคุณต่อกัน

เราคงพอเดากันได้ว่า สาวคนสนิทคนใหม่ของพระรอง (ที่พระรองไปทาปากให้ในห้อง) จะอยู่ต่อจากนั้นได้ไม่ถึง 2 เดือนชัวร์ ๆ ! ทว่า หลังจากที่เราได้เห็นฉากจบเรื่องแล้ว ก็พออุ่นใจขึ้นมาว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนตกเป็นเหยื่อพ่อหนุ่มกังนัมนี่อีก โล่งใจไปเปราะหนึ่งกับฉากจบของเรื่อง โดยผู้กำกับเลือกที่จะทิ้งซีนด้วยการตั้งกล้องไว้หน้ากระจกรถ เพื่อถ่ายมองเห็นทะลุกระจกหลังรถ ภาพความวินาศสันตะโรบ้าบอที่อยู่เบื้องหลังพระเอก ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกจากเขาช้า ๆ เมื่อพอได้สติแล้วเขาจึงเปิดใบปัดน้ำฝนค่อย ๆ ชะล้างเอาคราบเขม่าและหิมะที่เกาะกระจกหน้าออกไป ทำให้เรามองเห็นเหตุการณ์ข้างหลังได้ชัดเจนขึ้น และคิดว่าเขาคงจะมองเห็นทางไปต่อข้างหน้าได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน.

 

9.5/10 A-

– ให้ 9.5 เพราะหนังปูเรื่องมาชวนให้คิดสงสัยในเหตุการณ์ ในคำพูด สีหน้า การกระทำ สนุกดี และการใช้คำอุปมาต่างๆ ที่เมื่อดูจบแล้วก็สามารถกระเทาะเปลือกออกมาเข้าถึงแก่นเรื่องได้หลากหลายแนวทางตามแต่จะคิด ฉากจบมันดีมาก ๆ มันคือการปิดฉากที่หม่น ๆ บนความเคลียร์ แทบอยากจะอัญเชิญเพลงความเลือนลาง ของเกรสซี่คาเฟ่ มาประกอบฉากจบก็เข้าท่าอยู่นะ 🏃🏻

– ขอหัก 0.5 คะแนน เพราะถ้ามองในโลกความจริง ไอ้นี่คงเพี้ยนไปแล้วแน่ อะไรคือการมองตึกโซลทาวเวอร์แล้วช่วยตัวเองวะ ฮา แต่คิดอีกที เมื่อตระหนักเข้าไปในฟีลของพระเอกอาจจะเพราะยังคงฝังใจช่วงที่มี sex กันครั้งแรกกับนางเอก แล้วขณะนั้นเห็นแสงแดดสะท้อนจากโซลทาวเวอร์ตามที่นางเอกพูดไว้ว่ามันโผล่มาวันละหนเท่านั้น เลยเกิดจดจำประโยคนั้นมา remind ถึงเหตุการณ์นั้นในห้องนอนเลยเกิดอารมณ์ อืมม์… ความคิดถึงและห่วงหานางเอกอย่างสุดใจ ได้เกาะกินลึกในใจของพระเอกเกินจะกู่กลับคืนมาได้อีกแล้ว มองอะไรก็นึกถึงไปหมด เห็นคนใส่นาฬิการุ่นเดียวกับนางเอกก็ยังทำเอาเหม่อลอยไปได้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี มีอีกอย่างที่ขัดใจเล็ก ๆ คือ ช่วงหลังพระเอกฝันบ่อยไปนิดนึง จนนึกไปว่าหนังมันคืบหน้าไปมาก แต่จริงๆยังอยู่แต่ในฝัน แต่เอาเถอะ มันคือสไตล์การเล่าเรื่องที่สวยงาม และยอดเยี่ยมที่สุดตามปัจจัยที่จะเอื้ออำนวยให้ทำได้แล้วจริง ๆ 🔥

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ

  1. พี่สาวไม่ได้หนีไปนะครับ แค่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว
    การที่จงซูไปเจอแม่ เป็นการยืนยันครับว่ามีบ่อน้ำ และคำพูดที่เหนือจริงของแฮมีเป็นเรื่องจริง แต่ถึงจะจริงก็ไม่มีคนใส่ใจ เหมือเปรียบว่าคนชายขอบไม่มีพาวเวอร์ในสังคม
    แมวมีอยู่จริงครับ เบนเอาไปเลี้ยงตอนหลังที่บอกว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อ ตอนที่ไปตามหาแมวทีหลุดจากห้อง จงซูเรียกแมวว่าบอล์ย ตามที่นางเอกตั้งชื่อไว้ มันถึงเดินมาหา บวกกับตอนที่เข้าห้องน้ำไปเปิดเจอนาฬิกาของนางเอก ทำให้จงซูปักใจเชื่อว่า เบน ฆ่าแฮมี
    การอุปมาอย่างหนึ่งคือที่เบนเผาเรือนเพาะชำไปแล้วอาจเป็นได้ว่าหมายถึงจัดการแฮมีไปแล้ว
    อีอย่างหนึ่งคือตอนที่ เบน หาวตอนที่ผู้หญิงของตัวเองกำลังเล่าเรื่อง ทั้งที่เพื่อนคนอื่นตั้งใจฟัง โดยเห็นว่าเป็นเรื่องตลก ไม่ได้เชื่อ แค่เห็นเป็นเรื่องบันเทิง แต่เบนแสดงว่าเบื่อ อย่างชัดเจน ถ้านับเวลาแล้ว อาจถึงเวลาที่เบนจะเผาเรือนเพาะชำอีกรอบแล้ว หรือหมายความว่าเบื่อผู้หญิงคนนี้แล้ว พร้อมจะกำจัดทิ้ง

    ของทีเห็นในลิ้นชักในห้องน้ำเบน น่าจะเป็นของที่ระลึกที่เบนเก็บไว้จากเหยื่อ

  2. Ben พูดว่า “เกาหลีใต้ มีเรือนเพาะชำอยู่มากมายเต็มไปหมด ที่ร้างๆ รอกำจัดทิ้ง” เดาว่า คำว่าเรือนเพาะชำ ก็คือ ประชากรชั้นล่างที่ใช้ชีวิตแบบไม่มีชีวิต ต่อให้มีดาษดื่นแต่ก็ไม่มีค่าอะไร

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..