Light mode Dark mode

Folkdo Blog

บันทึกการเดินทางของชีวิตโฟล์ค

รีวิวภาพยนตร์ All The Money In The World

ของแถมของความรวย

นังเล่าเรียงลำดับเหตุการณ์ true story และอิงชีวประวัติ ทำให้เห็น personality ของตัวละครในตระกูลนี้ชัดดี เหมือนไปอยู่บ้านเดียวกัน ถึงแม้ปูเข้าเรื่องเนิบช้า แต่ All The Money In The World ก็ทำให้ได้รู้ที่มาที่ไปของตัวละครได้พอสมควร ก่อนจะแย็บและคลุกวงในฮุกเข้าใส่คนดูด้วยฉากเจรจาต่อรองค่าไถ่กันอย่างเผ็ดมัน ชอบการเล่นกับคุณค่าของชีวิตในสายตาของคนมีตังค์ หนังเรื่องนี้มีโควตจิกกัดอำนาจของเงินตราเยอะดี อาทิ

  • “ไม่ใช่ปัญหาอะไรถ้าคนจะมีเงินเยอะ แต่มันจะเป็นปัญหาเมื่อเงินจำนวนมากนั้นมันไปอยู่ผิดคน”
  • “ระหว่างการมีเงินมาก ๆ กับ การเป็นคนรวย มันไม่เหมือนกันเลย”
  • “เมื่อรวยแล้วจะเริ่มไว้ใจใครยาก คนรวยจึงเลือกใช้เงินไปกับการลงทุนซื้อวัตถุมากกว่าซื้อคุณค่าของมนุษย์ หรือให้เงินแก่มนุษย์คนอื่น ก็เพราะมนุษย์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่วัตถุไม่”

กล่าวชมได้ว่าเรื่องนี้มีการ “สร้างบรรยากาศของความกดดัน” ได้ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ฉากตัดหูทำได้เรียลเว่อร์ อีกทั้งมูฟเม้นท์ของกล้อง ซาวนด์ประกอบที่เร้าขึ้นเรื่อย ๆ ตามซีน ทำให้ได้ฟีลลุ้นระทึกจริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ผกก.จงใจด้วยไหมที่ทำให้การแสดงของตัวละครดูแล้วรู้สึกไม่น่าไว้วางใจใครในเรื่องได้สักคนเลย ขนาดแม่ของเด็กที่ถูกลักพาตัวไปก็ตามที

อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องหักคะแนน คือตอนที่ปู่เก็ตตี้ดันตายแบบเหมือนพยายามจะยัดแมสเสจที่ให้ตีความเอาเองจาก meaning ของงานศิลปะภาพวาดแม่กับลูก แต่มันไม่อินเท่าไหร่ ตั้งแต่โจรเรียกค่าไถ่โทรบอกแม่เด็กว่า “ผมเสี่ยงชีวิต แล้วคุณทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ลูกคืน” ส่วนตัวคิดว่าควรจะไปเล่นกับคำว่า “priceless” ที่พูดถึงตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตจิตใจตัวนั้นเทียบกับชีวิตคนยังน่าจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า

อีกทั้ง ตอนจบก็ห้วนเกิน ถ้ามีต่อทิ้งช่วงอีกสักนิดคงดี ลำพังซีนสุดท้ายทำให้รู้สึกเหมือนว่าโยนความผิดทั้งหมดไปที่ปู่เก็ตตี้ซะงั้น ทั้งที่ยังมีตัวละครแปลก ๆ เข้ามากลางเรื่อง แล้วหายไป ก็ยังน่าเอามาขยี้ต่อได้

สรุป เรื่องนี้ถือว่าตั้งใจทำดีพอสมควรในแง่แมสเสจที่สื่อถึงความตระหนี่และกึ๋นในการตัดสินใจของคนรวยคนหนึ่ง โดยสะท้อน mindset คนจะรวยก็ต้องหาจุดรั่วไหลของเงินแบบนี้ล่ะ แล้วถ้าหากคาดหวังว่าจะดูเพื่อเอาความกดดันก็เยี่ยม ทั้งนี้ทั้งนั้น ในใจกลับคิดถึงหนังเรื่อง A Lonely Place To Die (2011) ขึ้นมาเปรียบเทียบ เป็นแนวเรียกค่าไถ่เช่นเดียวกัน แต่จบสะใจกว่าอีก

Score: 7/10

ดูก็ดี ไม่ดูก็ได้ 🤑

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..