Light mode Dark mode

รีวิวภาพยนตร์ A Wrinkle In Time

เสพโลกสวยสไตล์ดิสนี่ย์

ถึงจะแฟนตาซีก็จริง แต่ยังแฟนตาซีไปไม่สุด A Wrinkle In Time พลาดที่วางเรื่องโดยใช้ “ความเป็น earth” อยู่มาก คนดู (แบบผม) ก็เลยพยายามจะไปเชื่อมเข้ากับความเรียลหรือความสมเหตุสมผลในโลกความเป็น จริงอยู่ โดยหนังโยนตัวละครวาร์ปข้ามสถานที่ไปมา ชนิดว่า ตัดบทเอาดื้อ ๆ แบบไม่มีทิ้งฟีลอะไรทั้งนั้น จึงทำให้เบื่อหน่ายจะคิดตามแล้วโว้ย อีกทั้งดูเหมือนพยายามจะ “โชว์ของ” ก็คือฉากที่ปั้นไว้ ซึ่งดันไปเน้นมากเกินไปหน่อยจนเกินหน้าเกินตาคอนเทนต์ นั่นคือบทในการดำเนินเรื่อง ทั้งที่คัดมาโชว์แค่หอมปากหอมคอ รู้ว่าแอนิเมเตอร์ฝีมือเทพ แต่จะลืมแก่นสำคัญของเนื้อเรื่องไม่ได้นาจา

ชอบแนวคิดเรื่อง Dark vs Light ในเรื่องมากเลย แต่ไอ้ “Dark” มันยัง Dark ไม่สุด ควรน่าขยาดมากกว่านี้ และที่ขัดใจคือ แม้กระทั่งฉากเจอพ่อในความ Dark มันก็ควรทำให้เห็นความพยายา ฝ่าฟันกว่านี้ไหม มันเลยกลายเป็นหนังที่คลายปมแบบ “โต้งๆ” ไปหน่อย

ไหนจะตัวละครเข้า ๆ ออก ๆ บางฉาก เลยขอหักคะแนนกับความไม่คอนทินิว นึกจะหายไปแล้วเดี๋ยวก็โผล่ มาแบบโนปี่โนขลุ่ย… ว้อท? อาจเพราะไม่ลงดีเทลแต่ละตัวละครด้วยไง เลยไม่ค่อยอินกับความสัมพันธ์ของแต่ละตัว โดยเฉพาะพี่น้องเอง

ทว่า ยังอินกับความสัมพันธ์ของนางเอกผิวสีกับพระเอกเมกัน ที่หล่อทะลุมิติจริงๆ ขนาดนี่ผู้ชายด้วยกันยังต้องชมว่าหล่อเหลือเกิน

ชอบการวางความสัมพันธ์แบบเด็ก ๆ ก็คือ “ช่วยเธอแบบไม่หวังอะไร” มันคือความใจกว้าง ความเชื่อใจของพระเอกที่มีต่อนางเอกนะ ทำได้ดีทีเดียว ชอบสุดก็ตอนที่สองคนนี้เข้าไปซ่อนในโพรงต้นไม้แล้วดันมีเกลียวทอร์นาโดปั่นข้ามมาลงอีกฝั่ง ทำให้พระเอกนางเอกเกิด physical contact ปนรอยยิ้มปีติหลังจากที่รอดความเลวร้ายด้วยกันมา ต่อด้วยซีนล้างหน้าสระผมกันริมลำธารพร้อมกล่าวชื่นชมความสามารถกันและกันนี่เอาใจไปเลย ยิ้มเบาๆ ให้กับความหวานในฉากนี้ ละมุนละไมสุด ๆ แอบหวังให้พระเอกจูบหรือหอม แก้มนางเอกแบบเบา ๆ ให้ฟินสักหน่อยก็ไม่ได้ ทั้งที่เคมีโคตรเข้ากั๊นเข้ากัน… (พลันนึกได้ว่า ก็นี่มันเป็นหนังแฟมิลี่นี่หว่า เดี๋ยวเรทจะขยับ ฮ่าๆ)

ดูเหมือนหนังพยายามจะ “กู้คืนสาระ” กลับมาได้ในช่วงหลัง ซึ่งก็ทำได้ดีในการเน้นแมสเสจว่า “เราเองก็เป็น 1 ในแสงสว่างบนโลกใบนี้ อยู่ที่การตัดสินใจ การเห็นข้อเสียตนเอง การกล้าที่จะทำอะไร และการใส่ใจช่วยเหลือคนรอบข้าง”

หนังสอนว่ามี big heart มันสำคัญต่อโลกยังไง แต่เขาดันพยายามป้อนปรัชญาผ่านโควตที่ตัวละครพูดออกมามากเกินไป (และโพล่งขึ้นมาแบบโต้ง ๆ เลยด้วย พร้อมสาธยายเครดิตว่าใครกล่าว ? เชื้อชาติอะไร ?) คือมันก็เหมาะกับคนชอบจดโควต แต่บางโควตที่ยกมาก็เบสิคไปหน่อย ไม่ต้องโควตมาให้เสียเวลาก็ได้แหม่

สรุป เหมาะกับเคลียร์สมองให้โล่ง ๆ และอย่าใช้ตรรกะมากนักกับเรื่องนี้ ไปดูเอาภาพซีจี เสพโลกสวยสไตล์ดิสนี่ย์ ซึ่งพอถึงจุดนึงก็จะได้แง่คิดหนึ่งย้อนกลับมาถึงคนเป็นพ่อแม่คือการใส่ใจลูกของตัวเองไม่ให้มีแผลในใจ

ป.ล. หนังแฟนตาซีสำหรับดูกันในครอบครัวที่แนะนำ ยกให้ #TomorrowLand เป็นที่ 1 ในการปั้นโลกแฟนตาซีให้รู้สึกว่าได้หลุดเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยจริง ๆ ตัวบทก็ปลุกพลัง positive เยี่ยมกว่าเรื่องนี้แบบเทียบไม่ติด

Score: 4/10

ไม่สนุก อย่าดู เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ⌚

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..