Light mode Dark mode

รีวิวภาพยนตร์ A Quiet Place

มัน “quiet” สมชื่อจริงว่ะ

งียบงันขนาดที่ใครจกป๊อปคอร์นเคี้ยวก็เสียงลั่นสนั่นโรง… ไม่ได้เว่อร์นะ หลายซีนเป็นงี้จริง ๆ แต่มันเป็นความเงียบที่มีความหมายมากทีเดียว A Quiet Place เรื่องว่าด้วยพ่อปากแข็ง กับลูกสาวหูบอดผู้จมอยู่กับความรู้สึกผิดอยู่ในความคิดตัวเอง ชอบที่หนังเรื่องนี้เล่นประเด็นความเสียสละของพ่อแม่ได้พีคมากกว่า drama เรื่องไหน ๆ อีก อีกทั้งยังชอบ “ใจความ” ที่หนังตั้งใจสื่อว่า ความรักจากผู้ให้กำเนิดที่มีต่อลูกนั้นมันช่างมากมายกว่าที่ลูกคิด แม้ในยามที่ลูกจะคิดว่าไม่เคยสัมผัสความรักจากพ่อแม่เลยก็เถอะ

ก่อนจะไปถึงเหตุผลที่ต้องให้เรื่องนี้ 10 เต็ม คงต้องสาธยายก่อนว่าโดยปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่นิยม genre horror เท่าไหร่นัก ด้วยมี bias ว่า “น่าจะทุนต่ำ แล้วนิยามของความน่ากลัวมันจะมีอะไรให้เล่นกันอีกหรอ นอกเหนือไปจากทำ sound peaking ตุ้งแช่ ๆ หรือละเลงเลือดเนื้อ หรือโคลสอัพความพิเรนทร์ที่จะทำให้หวาดเสียว ส่วนเนื้อหาก็คงจะผิว ๆ ไม่น่ามีอะไรให้ซึมซับ…”

ทว่า ความคิดอคติเหล่านั้นที่เกิดขึ้นต่อหนัง genre นี้ กลับไม่อาจปิดกั้นความอยากดูเรื่องนี้ไปได้เลย คงตลกดีถ้าบอกว่าตัดสินใจดูเพราะชอบ poster กับชื่อเรื่องล้วน ๆ เนื่องจากมัน remind ถึงเรื่อง A Lonely Place To Die

ทีเซอร์หรือเรื่องย่ออะไรนี่ก็ไม่ได้อ่าน ใครกำกับยังไม่ได้ดูเลย อาจเพราะกฎแรงดึงดูดคงทำงานกระมัง ไหนขอลองดูสักหน่อย ปรากฏว่า ไม่มีผิดหวังสักฉากวินาทีในเรื่องนี้ อาจจะยกเว้นแค่ฟอนต์ end credit ที่มันน่าจะเลือกให้มันสยอง กว่านี้สอดรับกับฉากสุดท้ายหน่อย ฮา

ผกก.หนังฉลาดที่เลือกใช้เสียงดัง ๆ มาเป็น trigger ว่า “เอาแล้ว ต้องมาลุ้นให้ใจหายใจคว่ำกันอีกแล้วว่าจะโดนอะไร” ผลคืออะดรีลานีนสูบฉีดกันตั้งแต่หลังช่วง 10 นาทีแรกไปยัน ending

จัดเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญที่โคตรแนว ลบความน่าเบื่อแบบเดิม ๆ ของความสยองขวัญไปได้เลย เรื่องนี้สร้างความกดดันให้คนดูได้เยี่ยมจริง ทำเอานั่งไม่ติดเบาะ ลุ้นตัวโก่ง นั่งไม่เต็ม ไม่คุ้มพรีเมียมซีทเลยทีเดียว

แล้วด้วยความที่ผมไม่ได้เปิดเทรลเลอร์หรือหาข้อมูลเรื่องย่อใด ๆ มาก่อนดูเลย ทำให้ตอนเริ่มเรื่องในตึกร้าง แอบคิดในใจว่า “เอ๊ะ…ไม่มีไตเติ้ลหน่อยเหรอ?” “นี่หนังใบ้เปล่าวะ?” กระทั่งหนังเริ่มเล่าความไปพักใหญ่ ๆ ระยะนึงเลยจึงขึ้นชื่อหนังขึ้นมาได้อย่างสาสมใจ จนแทบจะสบถ ณ ฉากนั้นว่า “เชี่ย นี่มันหนังอะไรกันวะเนี่ย คูลฉิบหาย”

ขอเก็บหนังเรื่องนี้เข้าทำเนียบหนังระทึกขวัญดีเด่นในดวงใจไปเลย เอาไป 3 ผ่าน ทั้งภาพ, จังหวะตัดต่อ, เดินเรื่องดี ไม่ล้นไม่เกินใน 90 นาที ที่สำคัญ คือ ดึงประเด็นพ่อลูกและความเป็นครอบครัวมาเล่นได้ make sense มาก ทึ่งเลย มันให้อะไรติดออกจากโรงมามากกว่าที่คิด รวมไปถึงหัวใจที่ยังเต้นรัว ๆ ลุ้นกันมันหยดติ๋ง ๆ ถึงวินาทีสุดท้าย ยิ่งเลือกจบปลายเปิดแบบนี้ ควรต้องมีภาค 2 มาต่อแล้วล่ะนะ!

Score: 10/10 A

นี่คือหนังที่คุณจะได้ใช ้โสตประสาทในการเสพเสียงสุด ๆ หนังมันเล่นกับความเงียบหลายช่วงทีเดียว (ก็แทบทั้งเรื่องนั่นล่ะ) ดังนั้น ใครจะไปดูเรื่องนี้แนะนำว่า ควรเลือกโรงเกรดดี ๆ และที่นั่งให้ดี ๆ หน่อย อย่าไปนั่งใกล้พวกเด็กเปรต หรือพวกมนุษย์ปากเปราะ อยากอวดฉลาด อยากเป็นนักพากย์ และเพื่อไม่รบกวนผู้อื่น ควรปิด notification sound และปิดสั่นทุกชนิดด้วยนะครับ คนข้าง ๆ ได้ยินแน่นอน เป็นหนังที่ต้องใช้สมาธิกับ “การฟัง” เอาเรื่องอยู่ ?

 

Pitchakorn Poompayoong

ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • ปริญญาตรี จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • สั่งสมประสบการณ์การด้านทรัพยากรมนุษย์, ภาพยนตร์, นิตยสาร, สื่อออนไลน์ • มีความชอบและสนใจใน Mental Health Communications, Digital Marketing และ Consumer Experience เป็นพิเศษ

ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..